ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย

 

เรื่องที่ 7      ลดโทษ ลงโทษสถานเบา ในคดียาเสพติด ตาม มาตรา 100/2 ต้องทำอย่างไร

               

                    ทนายความกลุ่มหนึ่ง ไม่รับว่าความคดียาเสพติด แต่ในการพิจารณาคดียาเสพติดที่สำคัญและมีอัตราโทษสูง ต้องมีทนายจำเลยเสมอ ทนายจำเลยทุกคน มักถูกจำเลยและญาติตั้งความหวังว่าจะช่วยเหลือได้ อย่างน้อยขอให้ลงโทษสถานเบา ทนายมือดี ๆ จึงต้องศึกษามาตรา 100/2 เพื่อนำมาใช้ในคดีของตน และตอบคำถามประชาชน

                    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 --- 7 ทนาย Thai Law Consult (โทร. 098-915-0963) พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ถูกถามถึงเรื่องนี้บ่อย ๆ จึงช่วยกันเรียบเรียงบทความนี้ เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชนครับ

 

หลักกฎหมาย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

                    มาตรา 100/2  ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวน หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้

 

ตามมาตรานี้ เป็นกรณีที่ ผู้กระทำผิดได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดร้ายแรงกว่าตนเอง หรือนำไปสู่การยึดของกลางยาเสพติดจำนวนมากได้เท่านั้น

ทั้งนี้ ศาลจะใช้ดุลพินิจพิจารณาลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ จากนั้น จึงจะพิจารณาลดมาตราส่วนโทษสำหรับกรณีที่จำเลยอายุไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ตาม ป.อ. มาตรา 75 , 76 และ ลดโทษเนื่องจากการรับสารภาพหรือเหตุอื่น ๆ ตาม ป.อ. มาตรา 78

การให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้น จะต้องมีความชัดเจนและมีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดรายใหญ่กว่าจำเลย และเป็นที่มา หรือการขยายผลนำไปสู่การจับกุม หรือยึดยาเสพติดได้จำนวนมาก ไม่ว่าจำเลยจะนำตำรวจหรือพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการไปจับกุม หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการไปจับกุมเอง ตามถ้อยคำของจำเลย จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากมาตรา 100/2 ทันทีที่มีการจับกุมผู้กระทำความผิด หรือยึดยาเสพติดจำนวนมากได้ และมีการออกหมายจับผู้กระทำความผิด

ข้อสังเกต :

A)     การที่ผู้กระทำผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปราบฯ ตามมาตรา 100/2 นั้น มิใช่เป็นบทบัญญัติว่าศาลต้องลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าอัตราโทษตามกฎหมายทุกกรณี แต่เป็นดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะในการที่จะพิจารณาเห็นสมควรลงโทษผู้กระทำความผิดตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือลงโทษผู้กระทำผิดน้อยกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ก็ได้

1.     ข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาประกอบการพิจารณา เพื่อลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนด เช่น

  • ตำรวจยึดยาเสพติดจากผู้กระทำผิดจำนวนไม่มากนักเป็นของกลาง
  • ผู้กระทำผิดไม่เคยกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรงมาก่อน
  • ผู้กระทำผิด ต้องไม่ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน
  • จากการที่ผู้กระทำผิดได้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นเหตุให้เจ้าพนักงาน จับกุมผู้กระทำความผิดได้ หรือมีการยึดยาเสพติดจำนวนมากได้อีก หรือมีการออกหมายจับผู้กระทำผิดที่มีตัวตนอยู่จริง

2.     ข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษตามอัตราโทษตามกฎหมาย เช่น

  • เจ้าพนักงานยึดยาเสพติดจากผู้กระทำผิดจำนวนมากเป็นของกลาง
  • ผู้กระทำผิด เคยกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรงมาก่อน
  • ผู้กระทำผิด ได้ต่อสู้หรือขัดขวางการจับกุม เป็นเหตุให้เสียหายแก่เจ้าพนักงานหรือทรัพย์สินของทางราชการ
  • ข้อมูลที่ผู้กระทำผิดได้ให้นั้น แม้เป็นข้อมูลสำคัญ แต่เจ้าพนักงานไม่อาจดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดอื่นได้เลย

 

B)     วิธีการที่จำเลยได้รับการพิจารณาลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ตาม มาตรา 100/2 หลังจากได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำผิด จนนำไปสู่การจับกุม หรือยึดยาเสพติดจำนวนมากได้ หรือมีการออกหมายจับผู้กระทำผิด เป็นดังนี้ครับ

1.     โจทก์นำสืบในเรื่องดังกล่าวในการพิจารณาคดีต่อศาลเอง หรือ

2.     ทนายจำเลยได้ซักค้านตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานต่อศาล ได้ชัดเจน หรือ

3.     จำเลยนำสืบพยานหลักฐานในเรื่องการให้ข้อมูลนั้นต่อศาลชั้นต้น ก่อนมีคำพิพากษา แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ตาม จำไว้ว่า ถ้าเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับผู้กระทำผิด และไม่อาจนำไปสู่การจับกุมได้ หรือเจ้าพนักงานทราบข้อมูลของผู้กระทำผิดรายใหญ่จากการสืบสวน หรือเจ้าพนักงานจับกุมผู้กระทำผิดอื่น หรือยึดยาเสพติดที่ซุกซ่อนอยู่ในสถานที่อื่นได้เองตามหน้าที่หรือวิธีปฏิบัติโดยไม่ได้อาศัยถ้อยคำของจำเลย ย่อมมิใช่ผลที่เกิดจากถ้อยคำของจำเลย จำเลยย่อมไม่ได้รับประโยชน์ตามมาตรา

 

C)     ความชัดเจนเกี่ยวกับผู้กระทำผิดนั้น ต้องมีตัวตนของผู้กระทำผิดแน่นอน

D)     ความชัดเจนเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้น ต้องมีจำนวนมาก และแน่นอนว่าซ่อนอยู่ที่ใด หรือซุกซ่อนยากแก่การที่เจ้าพนักงานจะตรวจค้นได้เอง

E)     มีความชัดเจนเกี่ยวกับการขยายผล การสอบสวน เพื่อจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่ที่เกี่ยวข้อง จนจับกุมได้เกิดจากข้อมูลที่พนักงานสอบสวนได้จากผู้กระทำผิดนั้น

 

Thai Law Consult นำมาจากหนังสือ "คำอธิบาย รวมกฎหมาย ยาเสพติดให้โทษ" โดย อาจารย์ภาสกร ญาณสุธี จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์นิติบรรณการ จำนวน 413 หน้า ราคา 350 บาท หนังสือเล่มนี้ ทนาย Thai Law Consult ทุกคนมีไว้เป็นคู่มือในการทำงานด้วยมีเนื้อหาครบถ้วน มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกฉบับ จึงขอแนะนำทนายความรุ่นใหม่ว่า ต้องซื้อนะครับ

7 ทนาย Thai Law Consult ขอนำเสนอฎีกาเด่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้ครับ

1) ฎีกาที่ 3980/2548 จำเลยรับจ้างขนยาบ้า ช่วยขยายผลการจับกุม

2) ฎีกาที่ 8619/2549 จำเลยสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และขยายผลการจับกุม

3) ฎีกาที่ 6047/2550 จำเลยรับสารภาพและพาเจ้าพนักงานไปจับกุมผู้จำหน่ายรายใหญ่

แต่ฎีกาที่ 3749/2547 และ 7726/2547 เจ้าพนักงานไม่ได้ใช้ข้อมูลของจำเลยมาขยายผลการจับกุม

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3980/2547

ป.วิ.อ. มาตรา 212, 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66, 97, 100/1, 100/2

          การที่จำเลยได้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจขยายผลจับกุมผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ได้อีก 1 คน และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 8,000 เม็ด นับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

          จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น มิได้เป็นผู้ค้ารายใหญ่ เมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว กรณีมีเหตุอันควรเป็นการเฉพาะราย สมควรลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/1 วรรคสอง

          ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วย แม้เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกก็ตาม แต่ความผิดที่จำเลยกระทำตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม มีโทษจำคุกและปรับ และตามมาตรา 100/1 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ทั้งโทษปรับเป็นโทษสถานหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วย การเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 จึงเพิ่มโทษปรับได้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยจึงเป็นการมิชอบ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 สำหรับโทษจำคุกที่ศาลฎีกาจะลงโทษแก่จำเลยใหม่นั้น เป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาแน่นอน จึงเพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 ได้

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8707/2545 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.7614/2545 ของศาลชั้นต้น กับริบของกลางทั้งหมด

          จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ บวกโทษ และนับโทษต่อ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม, 102 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 50 ปี และปรับ 500,000 บาท บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการกำหนดโทษ (ที่ถูก รอการลงโทษ) ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8707/2545 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นจำคุก 51 ปี และปรับ 500,000 บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.7614/2545 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้อีก ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 2 ปี

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53) เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท เมื่อบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนอีก 1 ปี คงจำคุก 26 ปี และปรับ 500,000 บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.7614/2545 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่าหลังจากจำเลยถูกจับกุมในคดีนี้แล้ว จำเลยได้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจขยายผลจับกุมนางเล็กหรือสมใจ วงศ์ศรีเผือก โดยโทรศัพท์ติดต่อให้นางเล็กหรือสมใจนำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยอีก 8,000 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมนางเล็กหรือสมใจได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกปิติพันธ์ กฤษดากร ณ อยุธยา พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุม และบันทึกการจับกุมที่ได้ความว่าหลังจากจำเลยถูกจับกุม จำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ได้อีก 1 คน และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 8,000 เม็ด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

          ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยไม่มีอาชีพ จำเลยจึงไม่น่าจะมีรายได้จากการประกอบอาชีพใด เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคดีนี้มีจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนัก 198.260 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.115 กรัม ประกอบกับตามบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน ปรากฏว่า จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้เพราะประสงค์จะได้ค่าจ้างจากการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้อื่น ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น มิได้เป็นผู้ค้ารายใหญ่ เมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย สมควรลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

          อนึ่ง สำหรับการเพิ่มโทษจำเลยนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วย แม้เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกก็ตาม แต่ความผิดที่จำเลยกระทำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม มีโทษจำคุกและปรับ และตามมาตรา 100/1 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทั้งโทษปรับเป็นโทษสถานหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วยดังที่กล่าวมาแล้ว การเพิ่มโทษที่จะลงแกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 จึงเพิ่มโทษปรับได้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยจึงเป็นการมิชอบ และสำหรับโทษจำคุกที่ศาลฎีกาจะลงโทษแก่จำเลยใหม่นั้นเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาแน่นอน จึงเพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ แต่สำหรับโทษปรับ เมื่อศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยซึ่งเป็นการมิชอบดังที่วินิจฉัยแล้ว แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษปรับได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 30 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษเฉพาะโทษจำคุกกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 45 ปี รวมจำคุก 45 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8707/2545 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นจำคุก 23 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.7614/2545 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 

( เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - วิชัย วิวิตเสวี - สำรวจ อุดมทวี )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8619/2549

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6047/2550

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

          การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด จาก ส. ที่ห้างสรรพสินค้า โดยจำเลยที่ 2 ได้แบ่งเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยที่ 1 จำนวน 400 เม็ด เพื่อส่งมอบให้แก่ พ. และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 3,600 เม็ด นับเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 สมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ให้น้อยลง

________________________________ 

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

          จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

          จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 25 ปี และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

          จำเลยที่ 1 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจตรีสมศักดิ์ ศรีรุ่งนภาพร กับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และพาพันตำรวจตรีสมศักดิ์กับพวกไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนอีก 3,600 เม็ด ภายในบ้านจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสมศักดิ์และจ่าสิบตำรวจสุจิน กระเช้าเพ็ชร ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า เช้ามืดของวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ไปรับเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด จากนายสมบัติหรือบัติที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาบางใหญ่ โดยจำเลยที่ 2 ได้แบ่งเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำนวน 400 เม็ด เพื่อส่งมอบให้แก่นายสัมพันธ์ ส่วนเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจำเลยที่ 2 นำไปเก็บไว้ที่หมู่บ้านพรพิมาย จังหวัดปทุมธานี พันตำรวจตรีสมศักดิ์สอบถามที่อยู่จากจำเลยที่ 1 แล้วแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอธัญบุรีเพื่อให้ขอหมายค้นเพื่อทำการตรวจค้นบ้านดังกล่าว และให้จำเลยที่ 1 พาไป พบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านดังกล่าว ชั้นจับกุมพันตำรวจตรีสมศักดิ์แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมและโจทก์มีพันตำรวจโทสุรสิทธิ์ โสตะวงศ์ พนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า ชั้นสอบสวนพยานได้แจ้งข้อหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เห็นว่า พยานโจทก์จับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด และจำเลยที่ 1 พาไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนอีก 3,600 เม็ด ทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพ ซึ่งคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหามีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นขั้นเป็นตอน หากมิใช่เรื่องจริงก็ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 ได้ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การด้วยความสมัครใจโดยมิได้มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รายงานการตรวจวิเคราะห์เอกสารทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งจัดทำโดยผู้ทำการตรวจวิเคราะห์คนเดียวกัน มีความแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องสีของเมทแอมเฟตามีนของกลางในรายการที่ 2 จึงมีความสงสัยว่าของกลางที่พนักงานสอบสวนส่งไปตรวจวิเคราะห์เพื่อทราบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือไม่นั้นเป็นจำนวนเดียวกันกับวัตถุของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดมาได้จากจำเลยที่ 1 หรือไม่ หากเป็นคนละจำนวนก็ไม่อาจนำผลการวิเคราะห์มาใช้ยันจำเลยที่ 1 ว่า วัตถุที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดมาได้จากจำเลยที่ 1 เป็นเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า ในขณะที่โจทก์นำนายอดิศักดิ์ หมันหลิน ผู้ทำการตรวจวิเคราะห์มาเบิกความเป็นพยาน จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ถามค้านเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างของเอกสารรายงานการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบหักล้างเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 แถลงยอมรับว่านายอดิศักดิ์เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลาง และทำรายงานการตรวจวิเคราะห์จริง ข้อแตกต่างของเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 1 เพิ่งจะมายกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ และมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายิวธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และเมื่อจำเลยที่ 1 ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาด้วย จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2527 ในขณะถูกจับกุมจำเลยที่ 1 มีอายุเพียง 18 ปีเศษ มีเหตุสมควรที่จะได้รับการลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 อายุ 18 ปีเศษ มีความรู้สึกผิดชอบแล้ว ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีมากถึง 4,000 เม็ด พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นับว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและประเทศชาติ จึงไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวนหนึ่ง อันเป็นการให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด จากนายสมบัติหรือบัติที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาบางใหญ่ โดยจำเลยที่ 2 ได้แบ่งเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยที่ 1 จำนวน 400 เม็ด เพื่อส่งมอบให้แก่นายสัมพันธ์และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 3,600 เม็ด นับเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 สมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ให้น้อยลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

          พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

( ศุภชัย สมเจริญ - ศิริชัย จิระบุญศรี - ณรงค์ ธนะปกรณ์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3749/2547

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66, 100/1, 100/2

          ตามบทบัญญัติของมาตรา 100/2 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ โดยอาศัยข้อมูลของจำเลยดังกล่าวแต่ประการใด ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน จึงไม่มีเหตุที่จะใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

          ความผิดของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทหรือประหารชีวิต ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ แต่ศาลชั้นต้นคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวมิได้กำหนดโทษปรับด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 และไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 718/2543 ของศาลชั้นต้น และจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 401/2546 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง

          จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคสาม), 102 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 401/2546 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 718/2543 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้ ริบของกลาง

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ใช้บทบัญญัติของมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เพื่อลดโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยอ้างว่า หลังถูกจับกุมจำเลยได้ให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งนำไปสู่ตัวการผู้จำหน่ายรายใหญ่ที่แท้จริงนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าว ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ โดยอาศัยข้อมูลของจำเลยดังกล่าวแต่ประการใด ไม่อาจถือได้ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน จึงไม่มีเหตุที่จะใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ความผิดของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ แต่ศาลชั้นต้นคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวมิได้กำหนดโทษปรับด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน

( เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - วิชัย วิวิตเสวี - สำรวจ อุดมทวี )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7726/2547

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

            จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าได้รับจ้างขนยาเสพติดให้โทษของกลางจาก จ. จากประเทศสหภาพพม่าเพื่อนำไปส่งที่จังหวัดจันทบุรี และจำเลยให้หมายเลขโทรศัพท์ของ จ. กับนำพนักงานสอบสวนไปชี้บ้านของ จ. ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยจำเลยได้บอกตำหนิรูปพรรณของ จ. แก่พนักงานสอบสวนด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่า จ. ที่จำเลยอ้างนั้นจะมีตัวตนจริงหรือไม่ และเจ้าพนักงานตำรวจได้มีการขยายผลจับกุม จ. ได้หรือไม่อย่างใด อันจะเป็นการสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยให้เป็นความจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ได้

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 18 วรรคสอง, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบของกลาง

          จำเลยให้การรับสารภาพ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง (ที่ถูก และมาตรา 66 วรรคสอง) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานเป็นบุคคลสัญชาติไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 52 (2) ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุก 50 ปี ฐานเป็นบุคคลสัญชาติไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับนางจันทร์หอม ดวงจันทร์ โดยพาเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้บ้านของนางจันทร์หอมและให้หมายเลขโทรศัพท์ที่จะสามารถติดต่อนางจันทร์หอมแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อชี้เบาะแสให้เจ้าพนักงานตำรวจได้มีการขยายผลจับกุมเจ้าของเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ต่อไป จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า ได้รับจ้างขนยาเสพติดให้โทษของกลางจากนางจันทร์หอมจากประเทศสหภาพพม่าเพื่อนำไปส่งที่จังหวัดจันทบุรีและจำเลยให้หมายเลขโทรศัทพ์ของนางจันทร์หอมกับนำพนักงานสอบสวนไปชี้บ้านของนางจันทร์หอมที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยจำเลยได้บอกตำหนิรูปพรรณของนางจันทร์หอมแก่พนักงานสอบสวนด้วย ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.6 ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่านางจันทร์หอมที่อ้างนั้นจะมีตัวตนจริงหรือไม่ และเจ้าพนักงานตำรวจได้มีการขยายผลจับกุมนางจันทร์หอมได้หรือไม่อย่างใด อันจะเป็นการสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยให้เป็นความจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า ในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย การลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) มีเหตุสมควรลดโทษเป็นจำคุก 25 ปี หรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายมีจำนวน 8,000 เม็ด น้ำหนัก 783.35 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 81.359 กรัม ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยกึ่งหนึ่งโดยให้ลดเป็นโทษจำคุก 50 ปี นั้น จึงหนักเกินไป แต่ที่จำเลยขอให้ลดโทษเป็นจำคุก 25 ปี นั้น ก็เบาเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้ใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

          พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 52 (2) แล้ว ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุก 40 ปี เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานเป็นบุคคลสัญชาติไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หลังลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว เป็นจำคุก 40 ปี และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

( เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - วิชัย วิวิตเสวี - ธานิศ เกศวพิทักษ์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาเหล่านี้ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษา วันที่ 20-05-2556