ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย
เรื่องที่ 1 ถูกเรื่องคดียาเสพติด 4 คำถามจากทางบ้าน 7 ทนายช่วยตอบ
นับถึงวันที่ 27 เมษายน 2556 Thai Law Consult (โทร. 098-915-0963) ได้รับ e-mail สอบถามคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติด นับสิบคดี บางเรื่องไม่เหมาะที่จะเผยแพร่ แต่บางคำถามน่าสนใจและมีประโยชน์ต่อการศึกษากฎหมายของประชาชน พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร จึงเรียบเรียงบทความนี้จากหนังสือ "สู้ความอาญา ตอน คดียาเสพติด" ของอาจารย์สุชาติ รุ่งทรัพย์ธรรม และหนังสือรวมกฎหมายยาเสพติด ของอาจารย์สมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่ ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ทีมทนาย Thai Law Consult มีไว้เป็นคู่มือในการศึกษาและทำคดี เพราะเนื้อหาครบถ้วน ทำความเข้าใจได้ง่ายครับ
คำถาม
ข้อ 1. จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ลงหลอดกาแฟ เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดหรือไม่
ข้อ 2. จำเลยขายก๋วยเตี๋ยว ใส่กัญชาลงในน้ำก๋วยเตี๋ยว เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดหรือไม่
ข้อ 3. จำเลยส่งมอบยาเสพติดแล้ว แต่ยังไม่ชำระราคา เป็นความผิดสำเร็จฐานจำหน่ายยาเสพติดแล้วหรือยัง
ข้อ 4. ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีหลักการสำคัญว่าอย่างไร
คำตอบ ข้อ 1. จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ลงหลอดกาแฟ เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดหรือไม่
ทนายอู๋ อุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย ให้ความเห็นว่า ถ้าผู้กระทำผิดหรือจำเลย บรรจุหรือรวมบรรจุยาเสพติดให้โทษชนิดต่าง ๆ โดยมิได้มีเจตนากระทำไปเพื่อจัดจำหน่ายแล้ว การกระทำนั้นก็ไม่ใช่การผลิต ซึ่งผู้กระทำอาจกระทำไปเพื่อเจตนาอย่างอื่น เช่น พกพาไปเสพ หรือเพื่อขนย้ายได้ง่าย หรือเพื่อซุกซ่อนให้มิดชิด เป็นต้น
เรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกา 2 แนว ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน คือ
ฎีกาที่ 4062/2549 วินิจฉัยว่า ไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1
ส่วนฎีกาที่ 3814/2549 วินิจฉัยว่า เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1
การกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลยจะเป็นการผลิตหรือไม่ เป็นข้อต่อสู้อันหนึ่งที่จะยกขึ้นเป็นประเด็นแห่งคดีในการแก้ต่าง จำเลยหรือทนายจำเลยต้องไปวิเคราะห์กับข้อเท็จจริงที่ได้มา เพื่อวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า การกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลยเช่นนี้ เป็นการผลิตยาเสพติดหรือไม่ หากไม่ใช่เป็นการผลิต ก็ต้องยกขึ้นต่อสู้หรือถามค้าน และนำสืบพยานจำเลยให้ได้ความจริงว่า ไม่ใช่เป็นการผลิตตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
คำพิพากษาฎีกาที่ 4062/2549
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 65
ความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 คำว่า “ผลิต” หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดผลิตนำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต แสดงว่าการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าจะเป็นการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ล้วนเป็นการกระทำที่เป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อสังคมเพราะเป็นบ่อเกิดแห่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ทำให้ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีอยู่อย่างแพร่หลาย ยากที่จะปราบปรามให้หมดสิ้นไปได้ กฎหมายจึงได้กำหนดโทษไว้สูงถึงจำคุกตลอดชีวิต ย่อมเห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดโทษความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าจะด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นการกระทำที่มีลักษณะที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงต่อไป เมื่อกฎหมายมีความมุ่งหมาย เช่นนี้ คำว่า “ผลิต” ที่กฎหมายบัญญัติให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุด้วยนั้น จึงต้องหมายถึงการกระทำอันมีลักษณะที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมในทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวใส่หลอดกาแฟซึ่งเป็นเพียงวัตถุห่อหุ้มโดยไม่ได้มีการกระทำใดๆ แก่สภาพของเมทแอมเฟตามีนนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 และริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 100/1 วรรคสอง, 102 จำคุก 4 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยเป็นหญิงหม้ายมีอายุปัจจุบันถึง 63 ปี ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 7,500 บาท ริบของกลางทั้งหมด ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทให้ลงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนรวมทั้งการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด โดยแยกเป็นเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุใส่หลอดกาแฟแล้ว 5 เม็ด และเป็นเมทแอมเฟตามีนที่รอการบรรจุอีก 22 เม็ด กับเทียนไข 1 เล่ม หลอดกาแฟตัดสั้นขนาดยาวประมาณ 2 เซนติเมตร 22 อัน เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า “ผลิต” หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต แสดงว่าการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าจะเป็นการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ล้วนเป็นการกระทำที่เป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อสังคมเพราะเป็นบ่อเกิดแห่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ทำให้ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีอยู่อย่างแพร่หลาย ยากที่จะปราบปรามให้หมดสิ้นไปได้กฎหมายจึงได้กำหนดโทษไว้สูงถึงจำคุกตลอดชีวิต ย่อมเห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดโทษความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าจะด้วยการ เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นการกระทำที่มีลักษณะที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงต่อไปเมื่อกฎหมายมีความมุ่งหมายเช่นนี้ คำว่า “ผลิต” ที่กฎหมายบัญญัติให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุด้วยนั้น จึงต้องหมายถึงการกระทำอันมีลักษณะที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมในทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวใส่หลอดกาแฟ ซึ่งเป็นเพียงวัตถุห่อหุ้มโดยไม่ได้มีการกระทำใดๆ แก่สภาพ่ของเมทแอมเฟตามีนนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น
...ฯลฯ...
พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้โดยแจ้งชัดปราศจากข้อสังสัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยลงโทษจำเลยในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
( พรเพชร วิชิตชลชัย - ชาลี ทัพภวิมล - สมศักดิ์ จันทรา )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3814/2549
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 225, 245 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4
มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ให้บทนิยามคำว่า “ผลิต” หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่ในหลอดกาแฟโดยยังมีหลอดกาแฟหลายหลอดที่เตรียมไว้เพื่อการแบ่งบรรจุเช่นนี้ ถือว่าเป็นารผลิตตามบทนิยามในมาตรา 4 ดังกล่าว
ในฟ้องข้อ 1 ก โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้บังอาจร่วมกันผลิตโดยแบ่งบรรจุและมีเมทแอมเฟตามีน 246 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำว่า เพื่อจำหน่ายนั้น โจทก์ได้บรรยายมุ่งถึงข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มิใช่ข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีน ทั้งในฟ้องข้อ 2 ก็ได้บรรยายย้ำว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตและมีไว้เพื่อจำหน่าย และที่เหลือจากการจำหน่ายกับจำหน่ายด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์บรรยายข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายมาในฟ้องแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย และลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยที่ 1 และที่ 3 คงมีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น แม้ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 เนื่องจากต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปตลอดถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.5135/2543 ของศาลชั้นต้น กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2141/2542 ของศาลจังหวัดตรัง เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้
จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้การปฏิเสธฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย และคำให้การรับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสามลดโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายจำคุกตลอดชีวิต และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นและโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษมาบวกเข้ากับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้อีก จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิต คำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษมาบวกเข้ากับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่มิได้ระบุว่าให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์จึงพิจารณาคดีให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ด้วย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย แต่ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด โดยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้เนื่องจากเป็นคดีที่ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดกาแฟแล้วใช้เทียนไขลนปิดหัวท้าย บทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ให้บทนิยามคำว่า “ผลิต” หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย การที่จำเลยที่1 และที่ 3 ร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่ในหลอดกาแฟโดยยังมีหลอดกาแฟหลายหลอดที่เตรียมไว้เพื่อการแบ่งบรรจุเช่นนี้ ถือว่าเป็นการผลิตตามบทนิยามในมาตรา 4 ดังกล่าวอันเป็นการแบ่งบรรจุ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ปรากฏว่า ในฟ้องข้อ 1 ก โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้บังอาจร่วมกันผลิตโดยแบ่งบรรจุและมีเมทแอมเฟตามีน 246 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เห็นว่า คำว่าเพื่อจำหน่ายนั้นโจทก์ได้บรรยายมุ่งถึงข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มิใช่ข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีน ทั้งในฟ้องข้อ 2 ก็ได้บรรยายย้ำว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามร่วมกันผลิต และมีไว้เพื่อจำหน่าย และที่เหลือจากการจำหน่ายกับจำหน่ายด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์บรรยายข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายมาในฟ้องแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย และลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยที่ 1 และที่ 3 คงมีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน แม้ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 เนื่องจากต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาไปตลอดถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม), 65 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุ และฐานมีเมทแอมเฟตามีนกับเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนกับเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 12 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 8 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 10 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.5135/2543 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2141/2542 ของศาลจังหวัดตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 16 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 15 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
( สมคักดิ์ เนตรมัย - สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ - สุรศักดิ์ สุวรรณประกร )
คำตอบ ข้อ 2. จำเลยขายก๋วยเตี๋ยว ใส่กัญชาลงในน้ำก๋วยเตี๋ยว เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดหรือไม่
ทนายบอย วีรยุทธ พนังศรี น.บ.ท.64 ออกความเห็นว่า ตอนผมยังเป็นเด็ก แถวปักษ์ใต้ ใกล้บ้านผม มีร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อย ใส่ใบกัญชาลงในหม้อต้มน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว ลูกค้าแน่นร้านเลย เมื่อผมเปิดฎีกาที่ 2322/2534 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยขายก๋วยเตี๋ยวที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม ก็เท่ากับจำเลยได้จำหน่ายกัญชานั้นให้ผู้ที่ซื้อก๋วยเตี๋ยวจากจำเลยด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2534
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 76 วรรคสอง
การที่จำเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่าจำเลยมีกัญชาของกลางไว้เพื่อใส่ในก๋วยเตี๋ยวที่จำเลยขายก็มีความหมายว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะการขายก๋วยเตี๋ยวที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมก็เท่ากับได้จำหน่ายกัญชานั้นให้ผู้ที่ซื้อก๋วยเตี๋ยวจากจำเลยด้วย
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชา จำนวน 11 ถุง น้ำหนักรวม23 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยมิได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7,8, 26, 76 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33และริบของกลาง
จำเลย ให้การ ปฏิเสธ
ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้อง แต่ ให้ริบ ของกลาง
โจทก์ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 76 วรรคสอง จำคุก 2 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง
จำเลย ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังฟ้องและสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจโทเอกชัยและพลตำรวจสุริยาเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่าได้ความสอดคล้องต้องกันว่า วันเวลาเกิดเหตุประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวกับพวกได้ร่วมกันไปตรวจค้นบ้านเกิดเหตุซึ่งมีจำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย ผลการตรวจค้นพบกัญชาบรรจุในถุงพลาสติกเล็ก 11 ถุง น้ำหนัก 23 กรัม จากในตู้้เสื้อผ้าที่ชั้นสองของบ้านเกิดเหตุได้ยึดกัญชาดังกล่าวเป็นของกลางและจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาว่ามีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพว่ากัญชาของกลางเป็นของจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อนำไปขายในราคาถุงละ 20 บาท รายละเอียดปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 และโจทก์มีร้อยตำรวจโทปกรวรรธน์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันด้วยว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้การสารภาพว่ามีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อใส่ในก๋วยเตี๋ยวที่จำเลยขาย มิใช่เพื่อจำหน่ายดังรายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเห็นว่าการที่จำเลยได้ให้การไว้ตามบันทึกคำให้การดังกล่าวว่าจำเลยมีกัญชาของกลางไว้เพื่อใส่ในก๋วยเตี๋ยวที่จำเลยขาย ก็มีความหมายว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั่นเอง เพราะการขายก๋วยเตี๋ยวที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมก็เท่ากับได้จำหน่ายกัญชานั้นให้ผู้ที่ซื้อก๋วยเตี๋ยวจากจำเลยด้วยพยานหลักฐานของโจทก์ได้ความดังนี้ โดยไม่ปรากฏว่าพยานของโจทก์ดังวินิจฉัยแล้วข้างต้น มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยอันจะทำให้น่าสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย จึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงดังฟ้อง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเห็นว่า จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และกัญชาของกลางมีจำนวนเพียงเล็กน้อย สมควรรอการลงโทษจำคุกเพื่อให้จำเลยได้กลับประพฤติตนเป็นคนดีต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งเป็นเงิน21,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสาม คงให้ปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
( พรชัย สมรรถเวช - สถิตย์ ไพเราะ - สมคิด ไตรโสรัส )
คำตอบ ข้อ 3. จำเลยส่งมอบยาเสพติดแล้ว แต่ยังไม่ชำระราคา เป็นความผิดสำเร็จฐานจำหน่ายยาเสพติดแล้วหรือยัง
ทนายเอก ขัตติยะ นวลอนงค์ น.บ.ท.62 พูดว่า (1) การจะเป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษสำเร็จนั้น จะต้องปรากฏว่าจะต้องมีการตกลงซื้อขายยาเสพติดให้โทษกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และผู้ขายได้ส่งมอบยาเสพติดให้โทษดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อ อันเนื่องมาจากการตกลงซื้อขายดังกล่าวแล้ว ส่วนจะมีการชำระราคาหรือไม่ ยังไม่ใช่สาระสำคัญ (2) จะเป็นการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษได้ ก็ต้องเป็นการขาย แจก แลกเปลี่ยน หรือให้ แก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดด้วยกัน เพราะในระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ย่อมมีการส่งมอบให้กัน เพื่อยักย้ายถ่ายเทเป็นธรรมดา จะถือว่าเป็นการจำหน่ายยังไม่ได้
ทนายพี่ตุ๊กตา ณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า ความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด ผู้กระทำต้องมีเจตนา ตาม ป.อ. มาตรา 59 เป็นองค์ประกอบภายใน กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดต้องรู้ว่า วัตถุที่ตนขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน หรือ ให้ นั้น เป็นยาเสพติดให้โทษ ถ้าไม่รู้ ก็ขาดเจตนา ผู้กระทำไม่มีความผิด เช่น มีคนนำเฮโรอีน บรรจุหลอดกาแฟ ใส่กล่องพัสดุไปรษณีย์ แล้วส่งทางไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ผู้ทำการส่งพัสดุดังกล่าวไปยังผู้รับตามจ่าหน้า เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไม่มีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด เพราะไม่รู้ว่าข้างในเป็นยาเสพติด
พี่ตุ๊กตา เคยทำคดีเรื่องหนึ่ง จำเลยเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้างต่อสู้ว่า ไม่มีเจตนาจำหน่ายยาเสพติด ประเภทยาบ้า เพราะไม่รู้ว่าภายในกล่องพัสดุที่ตนรับจ้างนำส่งเป็นอะไร ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง อัยการไม่ฎีกา
ทนายสมบัติ บุญสุทัศน์ น.บ.ท.63 ให้ความเห็นว่า ต้องเข้าใจด้วยว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นิยามคำว่า "จำหน่าย" ไว้ว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าการซื้อขาย ตาม ป.พ.พ. แม้เป็นการจ่าย แจก ซึ่งไม่มีค่าตอบแทนการจำหน่าย แสดงว่า ถือเอาการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายเป็นสำคัญ แม้จะมีการตกลงซื้อขายกัญชากันแล้ว แต่สายลับยังไม่ได้ส่งมอบเงินให้แก่จำเลย และจำเลยเพียงแต่เอากัญชาของกลางที่ซ่อนเพื่อให้สายลับดู ยังไม่ทันส่งมอบกัญชาของกลางให้แก่สายลับ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมเสียก่อน ทั้งกัญชาของกลางที่ยึดได้ มีเพียง 20 กิโลกรัม ไม่ครบ 50 กิโลกรัม ตามที่สายลับตกลงซื้อขายจากพวกของจำเลย การที่สายลับเพียงแต่ให้ดูกัญชาของกลาง ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการส่งมอบกัญชาของกลางโดยปริยาย การซื้อขายกัญชาของกลางระหว่างจำเลยกับสายลับ จึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ จึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายกัญชา (ฎีกาที่ 9345/2549)
ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 พูดว่า ผมขอฟันธงเลย ตามฎีกาที่ 8445/2547 การที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ สิบตำรวจโท ท. เป็นการขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ตามความหมายของคำว่า "จำหน่าย" ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ อันเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว แม้ สิบตำรวจโท ท. จะยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยตามที่ตกลงกัน ก็เป็นเพียงว่า ยังไม่ได้รับชำระราคาค่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
พี่ตุ๊กตา (โทร. 098-915-0963) ขอสรุปเพื่อตอบคำถามข้อ 3. นี้ว่า ความผิดฐานจำหน่ายสำเร็จแล้ว เมื่อส่งมอบนะคะ แม้จะยังไม่ชำระราคา (ฎีกาที่ 8574/2547) |
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8445/2547
ป.อ. มาตรา 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66
การที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สิบตำรวจโท ธ. เป็นการขาย จ่ายแจก แลกเปลี่ยนให้ ตามความหมายของคำว่า “จำหน่าย” ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ อันเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว แม้สิบตำรวจโท ธ. จะยังมิได้ชำระเงินให้แก่จำเลยตามที่ตกลงกันก็เป็นเพียงยังมิได้ชำระราคาค่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 15) 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 463.612 กรัม และโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโนเกียจำนวน 1 เครื่องเป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสฤษฎ์พงศ์และสิบตำรวจโทธนวัฒน์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2543 พยานโจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งจากสายลับว่า ที่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านคลองเตย ตำบลคลองลานพัฒนา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร มีสองสามีภรรยาคือจำเลยและนางเหมยเซ็งมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและมีการวางแผนจับกุมโดยวิธีล่อซื้อ ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2543 สายลับแจ้งให้ทราบว่า สายลับติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและนางเหมยเซ็งได้แล้วจำนวน 10 มัด ราคามัดละ 56,000 บาท เป็นเงิน 560,000 บาท หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมประมาณ 6 ถึง 7 คน จึงออกเดินทางไปที่บ้านคลองเตยพร้อมด้วยเงินที่ใช้ล่อซื้อ โดยมอบหมายให้สิบตำรวจโทธนวัฒน์ปลอมตัวเป็นคนซื้อเมทแอมเฟตามีนขับรถยนต์กระบะไปกับสายลับ โดยมีร้อยตำรวจเอกสฤษฎ์พงศ์กับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นแอบซ่อนอยู่ที่กระบะหลังรถซึ่งเป็นกระบะซึ่งมีหลังคาและใช้ผ้าใบคลุมตัวไว้ สายลับให้สิบตำรวจโทธนวัฒน์จอดรถที่หน้าบ้านเลขที่ 69/12 แล้วสิบตำรวจโทธนวัฒน์และสายลับเข้าไปพูดคุยกับนางเหมยเซ็งเพื่อซื้อเมทแอมเฟตามีน นางเหมยเซ็งขอดูเงิน สิบตำรวจโทธนวัฒน์จึงเปิดกระเป๋าสะพายสีดำซึ่งใส่เงินไว้ให้นางเหมยเซ็งดู แล้วนางเหมยเซ็งบอกให้ไปดูตัวอย่างเมทแอมเฟตามีนและเดินนำหน้าไป สิบตำรวจโทธนวัฒน์กับสายลับขับรถยนต์กระบะตามไปจอดที่บ้านเลขที่ 17/19 ห่างจากบ้านเลขที่ 69/12 ประมาณ 300 เมตร นางเหมยเซ็งเดินเข้าไปในบ้านแล้วนำเมทแอมเฟตามีนเม็ดสีส้มกลมแบนจำนวน 4 ถึง 5 เม็ด ออกมาให้ดู สิบตำรวจโทธนวัฒน์ตรวจดูแล้วเชื่อว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน นางเหมยเซ็งได้นัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดในวันรุ่งขึ้นเวลา 5 นาฬิกา ที่หน้าบ้านเลขที่ 69/12 วันรุ่งขึ้นสิบตำรวจโทธนวัฒน์ขับรถยนต์กระบะมีสายลับนั่งคู่ไปด้วย ส่วนร้อยตำรวจเอกสฤษฎ์พงศ์กับเจ้าพนักงานตำรวจอีกคนหนึ่งนอนแอบที่กระบะหลังรถโดยใช้ผ้าใบคลุมไว้ สำหรับเจ้าพนักงานตำรวจที่เหลือตามไปและสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ สิบตำรวจโทธนวัฒน์จอดรถอยู่ห่างจากบ้านเลขที่ 69/12 ประมาณ 10 เมตร แล้วเดินไปกับสายลับไปหาจำเลยและนางเหมยเซ็งที่หน้าบ้าน เห็นจำเลยถือถุงพลาสติกและโทรศัพท์มือถือในมือขวา นางเหมยเซ็งขอดูเงินอีกครั้ง แต่สิบตำรวจโทธนวัฒน์ขอดูเมทแอมเฟตามีนก่อน จำเลยจึงส่งถุงพลาสติกให้ เมื่อเปิดดูเห็นเมทแอมเฟตามีนเป็นมัดและตรวจสอบแล้วเป็นเมทแอมเฟตามีนจริง สิบตำรวจโทธนวัฒน์จึงใช้มือลูบศีรษะให้สัญญาณเข้าจับกุม ร้อยตำรวจเอกสฤษฎ์พงศ์กับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยและนางเหมยเซ็งซึ่งพยายามหลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้คนเดียว ส่วนนางเหมยเซ็งวิ่งเข้าไปในป่าและหลบหนีไปได้ ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำรับสารภาพ เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เห็นว่า สาเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสองวางแผนจับกุมจำเลยโดยวิธีล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน ก็เนื่องมาจากได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยและนางเหมยเซ็งภรรยามีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 สายลับได้แจ้งให้ทราบว่าติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและนางเหมยเซ็งได้แล้ว พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จึงพากันเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองไม่เคยรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย เมื่อเข้าจับกุมก็สามารถจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่าจำเลยถือถุงพลาสติกซึ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนยืนอยู่กับนางเหมยเซ็งภรรยา แม้พยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความแตกต่างกันไปบ้างในเรื่องถุงพลาสติกที่จำเลยถือ กับพฤติการณ์ก่อนส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในเรื่องของการเปิดกระเป๋าใส่เงินให้จำเลยและนางเหมยเซ็งดู ข้อแตกต่างดังกล่าวล้วนเป็นรายละเอียดไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเสียไปจนไม่อาจรับฟังแต่ประการใด ที่จำเลยอ้างว่าพยานโจทก์ทั้งสองจับกุมนางเหมยเซ็งไม่ได้ จึงมาจับกุมจำเลยแทนนั้น เห็นว่า คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยเพียงปากเดียว ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดคดีนี้ ซึ่งตามบันทึกคำให้การของจำเลยเอกสารหมาย ล.22 จำเลยให้การว่าเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 เวลาประมาณบ่ายโมง จำเลยได้ไปยิงนกในป่ากับเพื่อน ๆ และกลับมาถึงบ้านเวลา 2.40 นาฬิกา หลังจากนั้นจำเลยนอนหลับอยู่ในบ้านจนกระทั้งถูกจับกุม แต่จากคำเบิกความของหญิงจ่านเหมยพยานจำเลยได้ความว่า ในเย็นของวันที่จำเลยจะถูกจับกุมซึ่งหมายถึงตอนเย็นของวันที่ 6 ธันวาคม 2543 พยานเห็นจำเลยกับนางเหมยเซ็งทะเลาะกันถึงขั้นทำร้ายร่างกายแล้วจำเลยถือปืนลมออกจากบ้าน บอกว่าจะไปยิงนก และนางเหมยเซ็งได้หนีออกจากบ้านไป ส่วนจำเลยกลับเข้ามาทำลายทรัพย์สินภายในบ้าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ออกไปยิงนกและหนูนาตามที่นำสืบต่อสู้ ทั้งการที่จำเลยมิได้ออกมาแสดงตัวเกี่ยวข้องด้วยในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 ก็มิใช่ข้อที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้รู้เห็นในการกระทำความผิดในคดีนี้ตามที่จำเลยฎีกา เมื่อถูกจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และจำเลยยังได้ทำบันทึกคำรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.2 อีกด้วย แม้คำรับสารภาพดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักน้อย แต่เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ย่อมทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักมากขึ้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทฉลอมพนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกว่า พยานได้รับมอบตัวจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง เมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกมีฝาปิดเปิดได้ ถุงละประมาณ 200 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.4 ที่ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้าจำนวน 100 ถุง ซึ่งพยานได้ส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางไปตรวจพิสูจน์ แม้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.3 จะมีข้อความระบุว่าได้ส่งของกลางบรรจุกล่องกระดาษสีเหลือง 1 กล่อง มิใช่บรรจุพลาสติกก็ตาม ก็อาจเป็นเรื่องการบรรจุหีบห่อใหม่เพื่อสะดวกในการส่งไปตรวจพิสูจน์ของพนักงานสอบสวน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนที่ส่งไปตรวจพิสูจน์นั้นจะมิใช่เมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สิบตำรวจโทธนวัฒน์ดังกล่าว เป็นการขาย จ่ายแจก แลกเปลี่ยน ให้ ตามความหมายของคำว่า “จำหน่าย” ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อันเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว แม้สิบตำรวจโทธนวัฒน์จะยังมิได้ชำระเงินให้แก่จำเลยตามที่ตกลงกันก็เป็นเพียงยังมิได้ชำระราคาค่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยลงโทษจำเลยฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”
พิพากษายืน
( ชวลิต ตุลยสิงห์ - เกษม วีรวงศ์ - สุรพล เอกโยคยะ )
คำตอบ ข้อ 4. ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีหลักการสำคัญว่าอย่างไร
ทนายเจี๊ยบ สาวิตรี จิตซื่อ เขียนไว้ใน e-mail ว่า ความผิดฐานครอบครอง ต้องมีเจตนายึดถือยาเสพติดนั้น ความผิดสำเร็จเกิดขึ้นทันที แม้ยึดถือช่วงเวลาสั้น ๆ
ทนายอู๋ อุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย น.บ.ท.64 เปิดหนังสือของอาจารย์สุชาติ รุ่งทรัพย์ธรรมดูแล้ว อยากให้ความเห็นว่า ความผิดฐานนี้ มีการกระทำที่สำคัญคือการ "ครอบครอง" แต่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า "ครอบครอง" ไว้ จึงมีความหมายตามธรรมดาทั่วไป ซึ่งหมายถึงการยึดถือยาเสพติดให้โทษไว้ ไม่ว่าจะยึดถือไว้เพื่อตนเอง หรือยึดถือไว้เพื่อผู้อื่น หรือถือสิทธิ์เป็นเจ้าของ หรือรักษาไว้ ก็ถือเป็นการครอบครองทั้งสิ้น การยึดถือเช่นว่านี้ ไม่จำเป็นต้องยึดถือไว้ก็ได้ อาจซุกซ่อนหรือวางไว้ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยไม่นำติดตัวไว้ก็ได้ เช่น ซุกซ่อนไว้ในยานพาหนะ ในบริเวณบ้าน ในบ้าน เป็นต้น ถ้าการวาง การเก็บ หรือซุกซ่อน เช่นว่านั้น เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่า อยู่ในความดูแลรักษาของผู้กระทำ ก็เป็นการครอบครองแล้ว และจะเป็นความผิดฐานนี้ได้ ผู้กระทำต้องมีเจตนายึดถือยาเสพติดให้โทษนั้นด้วย หรือรู้ว่า วัตถุที่ตนยึดถือไว้นั้นเป็นยาเสพติดให้โทษ
พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ขอสรุปว่า ความผิดฐานครอบครองยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต มีหลักการสำคัญว่า ต้องมีเจตนายึดถือโดยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ ทั้งนี้ตามฎีกาที่ 2564/2543
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564/2543
ป.อ. มาตรา 80, 83, 86)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 5, 8
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 4, 15, 66
"การมีไว้ในครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษ จึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปดังนี้ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ จึงมีความหมายเพียงว่ายาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยทั้งสองโดยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อปรากฏว่าเฮโรอีนของกลางจำนวน 60 ห่อ อยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของม. ที่ประเทศอินโดนีเซีย และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีความเกี่ยวพันกับจำเลยทั้งสองอย่างไร ส่วนจำเลยทั้งสองอยู่ในราชอาณาจักรไทยซึ่งห่างไกลกันโดยระยะทางย่อมไม่อาจที่จะยึดถือหรือปกครองดูแลเฮโรอีนดังกล่าวได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรู้ที่เก็บเฮโรอีนและการนำเฮโรอีนออกมายังต้องจ่ายเงินให้ผู้เก็บรักษาก่อนจึงจะนำออกมาได้ บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองน่าจะไม่ใช่เจ้าของหรือมีสิทธิยึดถือปกครองดูแลเฮโรอีนอีกด้วยเช่นนี้ ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สมคบโดยร่วมกันครอบครองเฮโรอีนของกลางการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
โจทก์มี ส. และ พ. ซึ่งได้ติดตามเฝ้าดูพฤติการณ์การเจรจาซื้อขายเฮโรอีนระหว่างจำเลยทั้งสองกับพวกและสายลับจนมีการตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ สำเร็จมาเบิกความ โดย ส. ได้บันทึกภาพและเสียงขณะมีการเจรจาไว้ด้วย คำเบิกความของ ส. และ พ. ที่ระบุถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่จะมีการซื้อขายเฮโรอีนและส่งมอบจึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองติดต่อเจรจาเพื่อซื้อขายเฮโรอีนกับสายลับจริงและนัดให้มีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่เมื่อพฤติการณ์ในการจับกุมปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจของประเทศอินโดนีเซีย เข้าจับกุมขณะที่ผู้ซื้อเฮโรอีนกำลังตรวจสอบเฮโรอีนห่อหนึ่งอยู่ ดังนี้ เมื่อมีการตรวจสอบเฮโรอีนแล้ว ยังมิได้มีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 5 ห่อซึ่งอยู่ในกระเป๋าส่วนสายลับก็ยังมิได้นำเงินตามจำนวนที่ตกลงกันมอบให้ฝ่ายผู้ขายแต่อย่างใด การซื้อขายเฮโรอีนจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ เมื่อผู้ขายถูกจับเสียก่อนที่จะส่งมอบเฮโรอีน การกระทำในส่วนนี้จึงเป็นความผิดเพียงฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ
จำเลยที่ 1 ร่วมเจรจากับสายลับมาแต่ต้น โดยแสดงพฤติการณ์ว่าเป็นเจ้าของเฮโรอีน ทั้งตกลงให้โอนเงินที่จำหน่ายเฮโรอีนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำกับพวก มีความผิดฐานร่วมกับพวกพยายามจำหน่ายเฮโรอีน
ส่วนจำเลยที่ 2 เข้าร่วมเจรจากับจำเลยที่ 1 และสายลับในระยะหลังตอนที่พวกของจำเลยที่ 1 นำเฮโรอีนจากผู้เก็บรักษามาไม่ได้ โดยผู้เก็บรักษาต้องการเงินก่อน แม้จำเลยที่ 2 จะไปช่วยเจรจากับสายลับ จนสายลับตกลงที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้เก็บรักษาแลกกับเฮโรอีนจำนวนหนึ่งก็ตาม พฤติการณ์ไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 สมคบโดยเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามจำหน่ายเฮโรอีน คงฟังได้แต่เพียงว่าสมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเฮโรอีนให้แก่สายลับ แต่เมื่อมีการกระทำผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนตามที่สมคบกัน จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯมาตรา 8 วรรคสอง
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 3, 5, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเกินหนึ่งร้อยกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองกระทงหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนแม้จะกระทำนอกราชอาณาจักรก็ต้องรับโทษในราชอาณาจักร ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองอีกกระทงหนึ่ง เมื่อรวมโทษของจำเลยทั้งสองทุกกระทงความผิดแล้ว ให้ประหารชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นภัยร้ายแรงต่อมนุษยชาติไม่มีเหตุปรานีลดโทษให้
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1), 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 2เป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1), 8 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 โดยการสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเฮโรอีนเท่านั้น เพียงแต่ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการคือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต จึงเห็นควรกำหนดโทษจำเลยที่ 2ให้จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2537 ร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ เจ้าพนักงานตำรวจประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้ร่วมกับพวกจับกุมนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้หรืออาติง นายตัม ตักยินหรืออาไจ๋ และนายบุญธรรม แซ่ลิ้ม พร้อมด้วยเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ที่โรงแรมอินโดนีเซีย เมืองจาการ์ตา ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ห้อง 433 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา และค้นบ้านนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 40 ถึง 50 กิโลเมตร พบเฮโรอีนอีกจำนวน 54 ห่อ อยู่ในห้องชั้น 2 ในตู้เสื้อผ้า ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองตามหมายจับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกมีเฮโรอีนจำนวน 60 ห่อ น้ำหนัก 29 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ในราคา 40,000,000 รูเปีย มีปัญหาสมควรที่จะวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองสมคบโดยร่วมกับพวกส่งเฮโรอีนจำนวน 60 ห่อ ออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ เบิกความว่า เป็นผู้จับกุมนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ นายตัม ตักยินหรืออาไจ๋ และนายบุญธรรม แซ่ลิ้ม ได้พร้อมกับเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ที่ห้อง 433 โรงแรมอินโดนีเซีย ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และค้นพบเฮโรอีนที่บ้านนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ อีก 54 ห่อ โดยผู้ถูกจับให้การระบุว่าเฮโรอีนทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานอื่นใดมาสืบ แสดงให้ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้นำเฮโรอีนของกลางทั้งหมดส่งออกนอกราชอาณาจักรหรือได้สมคบโดยร่วมกับพวกนำเฮโรอีนของกลางส่งออกนอกราชอาณาจักรหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งออกอย่างไร ลำพังพยานโจทก์ปากนายสุนทร ศิริแสง และนายพรพัฒน์ สุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เบิกความได้ความเพียงว่า ได้เฝ้าดูจำเลยทั้งสองพบพฤติการณ์ในการติดต่อเจรจาซื้อขายเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวกับสายลับในประเทศไทยโดยนัดส่งมอบของที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเท่านั้น ส่วนคำเบิกความของร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ เป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักน้อย ดังนั้น เฮโรอีนจำนวนดังกล่าวผู้ใดจะเป็นผู้ส่งออกนอกราชอาณาจักรจึงไม่ปรากฏชัด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองสมคบโดยร่วมกับพวกส่งเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองได้ครอบครองเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนมีการจับกุมเฮโรอีนของกลางอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในการครอบครองดูแลของนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าเฮโรอีนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ในที่แห่งใด ทั้งจากคำเบิกความของนายสุนทร ศิริแสงและนายพรพัฒน์ สุวรรณภูมิ ที่ว่า ทราบจากสายลับว่าจำเลยที่ 1 ให้นายตัม ตักยิน เดินทางไปประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2537 แต่ไม่สามารถนำเฮโรอีนออกมาได้ เนื่องจากผู้เก็บรักษาเฮโรอีนต้องการเงินค่าเก็บรักษาก่อน และยังปรากฏจากการพูดคุยระหว่างสายลับกับจำเลยทั้งสองในวันที่ 23 เมษายน 2537 วันที่ 5 วันที่ 8 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 โดยมีการอัดเทปไว้ตามรายละเอียดที่ถอดเทปเอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.22 มีข้อความว่า "ไอ้พวกนั้นก็มีปัญหาแบบนี้ ถ้าไม่มีเงินไปให้มัน มันก็ไม่เอาของให้" "อั๊วก็ข้องใจนะ เป็นเจ้าของทำไมเอาของออกมาไม่ได้" และในที่สุดก็ตกลงกันที่จะให้สายลับจ่ายเงินให้ก่อน500,000 บาท โดยจะมอบเฮโรอีนให้ก่อน 5 ห่อนั้น เห็นว่า "การมีไว้ในครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษจึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คำว่าครอบครองหมายถึงยึดถือไว้มีสิทธิถือเอาเป็นเจ้าของ มีสิทธิปกครอง ดังนี้ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ จึงมีความหมายเพียงว่ายาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อปรากฏเฮโรอีนของกลางจำนวน 60 ห่อ อยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า มีความเกี่ยวพันกับจำเลยทั้งสองอย่างไร ส่วนจำเลยทั้งสองอยู่ในราชอาณาจักรไทยซึ่งห่างไกลกันโดยระยะทาง ย่อมไม่อาจที่จะยึดถือหรือปกครองดูแลเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรู้ที่เก็บเฮโรอีนของกลางและการจะนำเฮโรอีนของกลางออกมาจำหน่ายแก่สายลับยังต้องจ่ายเงินให้ผู้เก็บรักษาก่อนจึงจะนำออกมาได้บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองน่าจะไม่ใช่เจ้าของหรือมีสิทธิยึดถือปกครองดูแลเฮโรอีนของกลางอีกด้วยเช่นนี้ ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สมคบโดยร่วมกันครอบครองเฮโรอีนของกลาง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการสมคบโดยเป็นตัวการร่วมกันในความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ หรือไม่ โจทก์มีนายณัฐพงศ์ ปัญญาศักดิ์ ซึ่งทำงานที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด ของประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดสงขลา นายสุนทร ศิริแสง และนายพรพัฒน์ สุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนกองปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า นายณัฐพงศ์เป็นสายลับที่เข้าร่วมเจรจากับจำเลยที่ 1ในครั้งแรกโดยจำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนจะขายให้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไว้ใจนายณัฐพงศ์ จึงให้นายปีเตอร์สายลับอีกคนหนึ่งมาเจรจากับจำเลยที่ 1 อีกหลายครั้ง ก่อนการเจรจาในครั้งแรกวันที่ 23 เมษายน 2537 ที่โรงแรมฟลอริด้า นายสุนทรและนายพรพัฒน์ได้เฝ้าสังเกตการณ์รอบ ๆ โรงแรมเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะนิสสันสีดำ หมายเลขทะเบียน น-3470 สตูลมาพร้อมกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มาพบนายณัฐพงศ์ ส่วนจำเลยที่ 2เดินอยู่รอบ ๆ โรงแรมฟลอริด้า โดยนายสุนทรได้ถ่ายรูปจำเลยที่ 1กับนายณัฐพงศ์ไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.1 ที่ระบายสีปิดหน้าสายลับไว้แต่ในภาพถ่ายหมาย จ.25 ซึ่งเป็นภาพของนายณัฐพงศ์กับจำเลยที่ 1โดยมิได้ระบายสีปิดหน้านายณัฐพงศ์ไว้จึงเป็นการยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มาเจรจากับนายณัฐพงศ์ซึ่งเป็นสายลับในวันที่ 23 เมษายน 2537 นอกจากนี้นายสุนทรยังได้ถ่ายรูปจำเลยที่ 2 ไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 หลังจากนั้นได้มีการเจรจากับนายปีเตอร์สายลับอีกคนหนึ่งอีกหลายครั้งโดยวันที่ 5 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 กับนายปีเตอร์เจรจากันที่ร้านอาหารอาหมัด มีการถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 และในวันที่ 8 พฤษภาคม 2537 นายปีเตอร์ได้นัดเจรจากับจำเลยที่ 1 อีก โดยจำเลยที่ 2 มาด้วย และในระหว่างการเจรจามีจำเลยที่ 2 นายตัม ตักยิน และนายบุญธรรม แซ่ลิ้ม เข้าร่วมเจรจาด้วยโดยมีการถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.8 ซึ่งต่อมานายตัม ตักยิน นายบุญธรรม และนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ถูกจับกุมที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียพร้อมเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ การเจรจาตกลงซื้อขายเฮโรอีนจำนวน 60 ห่อ หรือ 30 ตัว ราคาตัวละ 230,000 บาทส่งมอบเฮโรอีนที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยผู้ซื้อและผู้ขายจะส่งคนของตนไปพบกันที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แต่ยังส่งมอบเฮโรอีนไม่ได้เนื่องจากนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ผู้เก็บรักษาเฮโรอีนต้องการเงินค่าเก็บรักษาจึงตกลงกันที่จะมีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 5 ห่อ โดยฝ่ายสายลับจะต้องจ่ายเงินให้ 500,000 บาทก่อน ส่วนที่เหลือจะมีการส่งมอบกันภายหลังและนายปีเตอร์จะชำระโดยนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนเพชรเกษมอำเภอหาดใหญ่ ตามภาพถ่ายบัญชีหมาย จ.4 เห็นว่า นายสุนทรและนายพรพัฒน์ได้ติดตามเฝ้าดูพฤติการณ์การเจรจาซื้อขายเฮโรอีนระหว่างจำเลยทั้งสองกับพวกและสายลับจนมีการตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ สำเร็จ โดยจำเลยที่ 1 จะส่งนายตัม ตักยิน และนายบุญธรรมไปประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเพื่อรับเฮโรอีนจากผู้เก็บรักษามามอบให้แก่พวกของสายลับ นอกจากนี้นายสุนทรกับพวกได้บันทึกภาพและเสียงขณะมีการเจรจาไว้ในแถบบันทึกภาพและแถบบันทึกเสียง ซึ่งแถบบันทึกเสียงทั้งหมดนางสุรีรัตน์ สุวรรณภูมิ ล่ามภาษาจีนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นผู้ถอดข้อความจากแถบบันทึกเสียงหมาย ว.2 ถึง ว.6 ซึ่งแถบบันทึกเสียงดังกล่าวนายวิทยา วงศ์เกล็ดนาค ผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงยุติธรรมที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นพยานได้เบิกความว่าทนายจำเลยได้มาติดต่อให้ช่วยตรวจสอบคำแปลในเอกสารหมาย จ.18เทียบกับแถบบันทึกเสียงหมาย ว.2 ถึง ว.6 ว่ามีข้อความตรงกันหรือไม่ในการตรวจสอบปรากฏว่าแถบบันทึกเสียงบางตอนมีส่วนที่พูดคุยเกี่ยวกับการซื้อสินค้า โดยไม่ได้ระบุว่าสินค้าดังกล่าวเป็นอะไรเจือสมพยานโจทก์ที่นำสืบ ดังนั้น คำเบิกความของนายสุนทรและนายพรพัฒน์พยานโจทก์ที่ระบุถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกับสายลับ รวมทั้งได้รับรายงานจากสายลับจึงทราบข้อมูลในการนัดเจรจากัน รวมทั้งสถานที่และวันเวลาที่จะมีการซื้อขายเฮโรอีนและส่งมอบอันเป็นผลให้มีการจับกุมพวกของจำเลยทั้งสองได้ในเวลาต่อมา จึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความให้เป็นผลร้ายหรือปรักปรำจำเลยทั้งสองและไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการสร้างเรื่องเชื่อมโยงบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดแก่จำเลยทั้งสอง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองติดต่อเจรจาเพื่อซื้อขายเฮโรอีนกับสายลับจริง และนัดให้มีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียนอกจากนี้ยังปรากฏจากรายงานการสืบสวนของนายแลรี่ เอ็ม ฮานผู้ช่วยทูตของประเทศสหรัฐอเมริกาฝ่ายยาเสพติดประจำประเทศสิงคโปร์และประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้รายงานพฤติการณ์ในการค้ายาเสพติดของจำเลยที่ 1 มายังเจ้าหน้าที่ของไทยตามเอกสารหมาย จ.32 พร้อมคำแปล1 ชุด และเมื่อร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ จับกุมนายบุญธรรม นายตัมตักยิน และนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ได้ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียก็จับได้พร้อมเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ที่โรงแรมอินโดนีเซีย ห้อง 433 ตรงตามที่จำเลยทั้งสองนัดหมายกับสายลับ หลังจากนั้นค้นบ้านนายโมฮัมเหม็ดเฟรดดี้ พบเฮโรอีนจำนวน 54 ห่อ ซุกซ่อนอยู่ในบ้านห่างไป 40 ถึง 50กิโลเมตร ร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ สอบถาม ผู้ต้องหาทั้งสามก็ให้การพาดพิงว่าได้รับเฮโรอีนมาจากจำเลยที่ 1 พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้แต่อย่างไรก็ดีพฤติการณ์ในการจับกุมปรากฏว่า เมื่อนายบุญธรรม นายตัม ตักยิน และนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ เข้ามาที่ห้องพักของโรงแรมดังกล่าว ร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ กับพวกเจ้าพนักงานตำรวจของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้ตามเข้าไปในห้องพบเฮโรอีนของกลางจำนวน 5 ห่ออยู่ในกระเป๋า ส่วนอีก 1 ห่ออยู่บนโต๊ะมีรอยตัดแบ่งบริเวณหัวมุมเล็กน้อย และนางอำพร สนะฟี ซึ่งทำงานที่สถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ได้แปลคำให้การของนายบุญธรรมนายตัม ตักยิน และนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ที่พนักงานสอบสวนของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นผู้สอบสวนไว้ตามเอกสารหมาย จ.28 ได้ความว่า เมื่อนายเฮงตรวจสอบเฮโรอีนโดยตัดถุงเฮโรอีนที่มุมด้านหนึ่งแล้วเทลงในแก้วน้ำ จากนั้นมีเสียงเคาะประตู เมื่อเปิดประตูเจ้าพนักงานตำรวจก็เข้ามาจับกุมตัวไว้ เห็นว่า เมื่อมีการตรวจสอบเฮโรอีนแล้ว ยังมิได้มีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 5 ห่อ ซึ่งอยู่ในกระเป๋า ส่วนทางด้านสายลับก็ยังมิได้นำเงินตามจำนวนที่ตกลงกันมอบให้ฝ่ายผู้ขายแต่อย่างใดการซื้อขายเฮโรอีนจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ เมื่อนายบุญธรรม นายตัม ตักยินและนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ถูกจับเสียก่อนที่จะส่งมอบเฮโรอีน การกระทำในส่วนนี้จึงเป็นความผิดเพียงฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมเจรจากับสายลับมาตั้งแต่เริ่มต้น โดยแสดงพฤติการณ์ทำนองว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเฮโรอีนที่จะจำหน่ายให้ และได้ส่งนายบุญธรรมและนายตัม ตักยิน ไปประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเพื่อรับมอบเฮโรอีนจากนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ มามอบให้แก่พวกของสายลับรวมทั้งได้นำสำเนาสมุดคู่ฝากของธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนเพชรเกษม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หมายเลขบัญชี 263-2-27116-9ของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.4 มาให้สายลับเพื่อให้สายลับโอนเงินเข้าบัญชีหลังจากมีการส่งมอบเฮโรอีนทั้งหมดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำกับนายบุญธรรม และนายตัม ตักยิน จำเลยที่ 1จึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำเบิกความของนายสุนทรและนายพรพัฒน์รับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองมาตลอด รวมทั้งได้ทำการบันทึกภาพและเสียงการเจรจาลงในแถบบันทึกภาพและแถบบันทึกเสียงไว้ และสามารถนำมาประกอบการติดตามจับกุมจำเลยทั้งสองกับพวก จนกระทั่งยึดได้เฮโรอีนของกลางที่นัดส่งมอบกันที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สอดคล้องกับที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและรับฟังได้ แม้จำเลยทั้งสองจะฎีกาว่าพยานโจทก์ทั้งสองนำหลักฐานการเข้าพักในโรงแรมต่าง ๆ มาแสดง แต่มีการแก้วันที่เข้าพักและวันที่ออกจากห้องพักนั้น ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาแสดงว่ามีการเข้าพักในโรงแรมจริงเท่านั้น มิใช่นำมายืนยันว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดในคดีนี้ ข้อโต้แย้งดังกล่าวไม่มีน้ำหนักพอรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้นเพียงบางส่วน
ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 มากับจำเลยที่ 1 ในครั้งแรกแต่ไม่ได้เข้าร่วมเจรจากับสายลับแต่อย่างใด มีแต่ในระยะหลังที่จำเลยที่ 2เข้าร่วมเจรจาพร้อมกับจำเลยที่ 1 และสายลับ ในตอนที่พวกของจำเลยที่ 1นำเฮโรอีนจากผู้เก็บรักษามาไม่ได้ โดยผู้เก็บรักษาต้องการเงินก่อน แม้จำเลยที่ 2จะไปช่วยเจรจากับสายลับจนสายลับตกลงที่จะจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาทให้แก่ผู้เก็บรักษา แลกกับเฮโรอีนจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็จะนำเฮโรอีนส่วนที่เหลือมามอบให้ พร้อมกับให้สายลับนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 ก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 2 สมคบโดยเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามจำหน่ายเฮโรอีนคงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 สมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเฮโรอีนให้แก่สายลับ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อมีการกระทำผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนตามที่สมคบกัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับโทษฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนด้วย ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง สำหรับเฮโรอีน 6 ห่อ ของกลางในความผิดฐานพยายามจำหน่ายนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าน้ำหนักไม่ปรากฏชัด และโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเฮโรอีนจำนวน6 ห่อนี้ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด ฟังไม่ได้ว่าเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัมตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสองจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 66 วรรคสอง ได้ คงลงโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งเท่านั้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5 ให้ลงโทษจำคุก 24 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,86 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5, 8 วรรคสอง ลงโทษฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนให้จำคุก 24 ปี คำให้การจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 16 ปี ข้อหาอื่นให้ยก
( พีรพล จันทร์สว่าง - วิชัย ชื่นชมพูนุท - สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ )
หมายเหตุ
การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตและการจำหน่ายนั้นมักเป็นการกระทำที่มีการแบ่งหน้าที่และสั่งงานกันตามลำดับชั้น และมีผู้กระทำความผิดเป็นจำนวนมากในลักษณะที่เป็นองค์กรอาชญากรรม (organizedcrime) ซึ่งบุคคลที่เป็นผู้บงการหรือนายทุนนั้น มักจะอยู่ห่างจากยาเสพติดที่มีการผลิตหรือจำหน่ายแต่จะเป็นผู้บงการและรับผลประโยชน์ในท้ายที่สุด ประกอบกับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นเป็นการกระทำผิดที่ไม่มีผู้เสียหายโดยผู้เสพเองก็มีความต้องการในการเสพจึงมักไม่ให้ความร่วมมือกับทางราชการ คดียาเสพติดจึงเป็นคดีที่ยากต่อการปราบปรามจับกุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กระทำผิดที่เป็นนายทุนหรือผู้บงการ
นอกเหนือจากความพยายามในหลาย ๆ ด้านแล้วหน่วยงานต่าง ๆก็มีความพยายามที่จะหามาตรการตามกฎหมายที่จะนำมาใช้เพื่อให้สามารถหยุดยั้งการกระทำความผิดตั้งแต่ต้นทาง หรือการนำผู้กระทำผิดที่เป็นนายทุนหรือหัวหน้าองค์กรมาลงโทษให้ได้ เพื่อตัดเครือข่ายอาชญากรรม มาตรการทางกฎหมายที่สำคัญได้แก่ การนำหลักความผิดสมคบ (Conspiracy) มาใช้กับการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534ซึ่งบัญญัติขึ้นสอดคล้องกับพันธะ กรณีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ที่ประเทศไทยเป็นภาคี หลักความผิดฐานสมคบนี้เป็นการอุดช่องว่างของมาตรการทางกฎหมายเรื่องผู้ร่วมกระทำความผิด อันได้แก่ตัวการ ผู้ใช้และผู้สนับสนุนที่ไม่สามารถนำผู้กระทำผิดที่เป็นผู้บงการหรือนายทุนมาลงโทษได้ ในกรณีตัวการจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ถึงการร่วมกระทำผิดส่วนใดส่วนหนึ่ง การแบ่งหน้าที่หรืออยู่ร่วมในลักษณะที่คอยช่วยเหลือ กรณีผู้ใช้ต้องเป็นการก่อให้เกิดการกระทำผิดแต่หากผู้กระทำผิดพร้อมที่จะกระทำผิดเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น การขนส่งยาเสพติด ก็ไม่ถือว่าผู้ก่อให้กระทำผิด หรือกรณีสนับสนุน จำเป็นต้องมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้วจึงสามารถลงโทษผู้สนับสนุนได้
เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างความรับผิดในทางอาญา บุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาเมื่อการกระทำของบุคคลนั้นครบองค์ประกอบภายนอก หรือได้กระทำครบขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด และครบองค์ประกอบภายใน ซึ่งเป็นภาวะจิตใจภายในของจำเลย อันได้แก่เจตนาหรือประมาท รวมทั้งเจตนาพิเศษในบางกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้และการกระทำความผิดดังกล่าวไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ซึ่งเมื่อจำเลยได้กระทำการครบองค์ประกอบดังที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดเช่นนั้นแล้ว แม้การกระทำนั้นจะไม่บรรลุผลสมดังเจตนาของจำเลยแล้ว จำเลยก็ยังคงมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิด
สำหรับหลักการเรื่องสมคบไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยแต่มีบัญญัติในความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 โดยความผิดฐานสมคบนี้มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดเบื้องต้น (Inchoatecrimes) เช่นเดียวกับการพยายามกระทำความผิด (attempt) ที่กระทำไปไม่ตลอด และการก่อให้ผู้อื่นกระทำผิด (solicitation) ในแง่ที่ว่าเป็นการกระทำที่ยังไม่เกิดความสมบูรณ์แต่จะนำไปสู่วัตถุประสงค์สุดท้ายซึ่งส่วนใหญ่ที่เป็นการกระทำผิดกฎหมายนั่นเอง (DixGeorgeE.&SharlotM.Michael,CriminalLawCaseandMaterial,3rdedWestPublishing,1987pp.542) ดังเช่น ชายหกคนปรึกษากันจะใช้ไขควงงัดประตูรถยนต์เพื่อลักวิทยุติดรถยนต์ ตำรวจเข้าจับดำเนินคดีในข้อหาซ่องโจร(คำพิพากษาฎีกาที่ 1341/2521) อย่างไรก็ตามความผิดฐานสมคบแตกต่างจากความผิดฐานพยายามในประเด็นที่ว่า เมื่อผู้กระทำผิดได้สมคบโดยตกลงร่วมกันที่จะกระทำความผิดแล้ว ต่อมาแม้จะไม่เกิดการกระทำความผิดที่ประสงค์แล้วบุคคลที่ตกลงร่วมกันก็มีความผิดฐานสมคบแล้ว หรือกรณีที่ผู้ที่สมคบได้กระทำความผิดดังที่ตกลงกันก็ถือว่าเป็นความผิดต่างกรรมกัน กล่าวคือ ผู้กระทำมีความผิดฐานสมคบฐานหนึ่งด้วย และความผิดที่ได้กระทำตามที่ตกลงกันอีกฐานหนึ่ง(ดร.กิตติพงษ์กิติยารักษ์ "การนำหลักความผิดฐานสมคบมาใช้ในประเทศไทย" บทบัณฑิตย์ มิถุนายน 2537, หน้า 108) ส่วนความผิดฐานพยายามนั้น เมื่อมีความผิดที่ได้กระทำขึ้นนั้นบรรลุผล ผู้กระทำคงมีความผิดเพียงฐานเดียว โดยความผิดฐานพยายามจะถูกกลืนไปโดยความผิดสำเร็จนั้น ดังนั้นความผิดฐานสมคบจึงเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งที่ไม่ต้องคำนึงว่าต่อมาภายหลังจะมีการกระทำความผิดตามที่ตกลงกันหรือไม่
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานสมคบแล้ว ความผิดฐานสมคบนั้น ประการแรกจะต้องเป็นการตกลงกันระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป การตกลงเช่นว่านั้นจะต้องมีการแสดงออกของผู้ที่ตกลงถึงความเห็นพ้องต้องกัน ไม่ว่าจะด้วยวาจาลายลักษณ์อักษร หรืออากัปกริยาอื่นที่เห็นว่าเห็นพ้องต้องกัน ดังนั้นการที่เพียงปรากฏตัวในสถานที่ที่มีการวางแผน การรับรู้ (knowledge) การยินยอม(approvalof) หรือการนิ่ง (acquiescence) โดยไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆเพิ่มเติมยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่ามีการตกลงกันซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานสมคบ (CleaverV.UnitedStates,238F.2d766,771Z10thCir.) คำพิพากษาฎีกาที่ 2829/2526 และ3201/2527) ความผิดฐานสมคบจะเป็นความผิดที่ต้องการเพียงการกระทำที่มีลักษณะเป็นการตกลงก็เพียงพอที่ถือว่าเป็นความผิดแล้วแต่เนื่องจากการตกลงกันนั้นโดยปกติจะกระทำกันอย่างไม่เปิดเผยหรือกระทำกันโดยมีหลักฐานที่ชัดเจนจึงเป็นการยากต่อการพิสูจน์ความผิดว่าได้มีการตกลงกันแล้ว การพิสูจน์การตกลงกันจึงอาจทำได้โดยการพิจารณาจากการกระทำที่ปรากฏภายหลังจากการตกลงกัน (ไวทยาสามิบัติ "การนำหลักการสมคบกันกระทำความผิดมาใช้เพื่อป้องกันปราบปรามยาเสพติดในประเทศไทย" วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2535 หน้า 45) นอกจากนี้กฎหมายบางประเทศได้กำหนดให้มีการแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่ปรากฏออกมา (overtact) ในบางกรณีด้วย ซึ่งการกระทำที่ปรากฏนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดอาญาในตัวเอง แต่อาจเป็นเพียงการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เห็นว่าได้มีการดำเนินการไปตามที่สมคบแล้ว และไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ถึงขั้นพยายามกระทำความผิดดังนั้นการกระทำที่ปรากฏภายนอกจึงไม่ถือว่าเป็นองค์ประกอบความผิดแต่เป็นเพียงพยานหลักฐานขั้นต่ำที่ต้องกฎหมายกำหนดให้มีขึ้นเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากกฎหมายไม่ได้บัญญัติถึงการกระทำที่ปรากฏภายนอกไว้อย่างชัดเจนแล้ว ถือว่าการตกลงกันอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วที่เป็นความผิดดังเช่นพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534
องค์ประกอบประการที่สองคือองค์ประกอบภายใน อันเป็นเรื่องจิตใจของผู้กระทำผิด กล่าวคือ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาที่จะร่วมกัน(intendtoagree) รวมทั้งเจตนาพิเศษที่ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการสมคบ (intendtoeffectuatetheobjectoftheconspiracy)ด้วย (DixE.George&SharlotM.Michael,ibid623) กล่าวคือผู้กระทำรู้ถึงวัตถุประสงค์ของการสมคบ ได้แก่ การกระทำผิดกฎหมายนั้นเอง เมื่อพิจารณาถึงพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 เจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจ คือเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันได้แก่ การผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดนอกจากนี้มาตรา 8 วรรคสองยังได้กำหนดเงื่อนไขการลงโทษทางภาวะวิสัยเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดฐานสมคบเพิ่มเติมหากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน โดยผู้สมคบจะต้องรับโทษตามความผิดเท่ากับผู้กระทำความผิดนั้นเอง แม้ว่าผู้นั้นจะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดเองก็ตาม
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญตัวอย่างหนึ่งสำหรับรูปแบบของการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีขั้นตอนซับซ้อนและมีการวางแผนการส่งมอบยาเสพติดโดยบุคคลอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งผู้ที่ทำการติดต่อจำหน่ายยาเสพติดกับสายลับของทางราชการไม่ได้ครอบครองหรืออยู่ใกล้ชิดกับยาเสพติดเองแต่จะเป็นผู้วางแผน ประสานงาน และคอยรับผลประโยชน์ในที่สุด แม้พยานหลักฐานในคดียังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ส่งออกหรือครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ติดต่อกับสายลับเพื่อทำการจำหน่ายยาเสพติดที่อยู่ต่างประเทศซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่แสดงถึงการตกลงร่วมกันระหว่างจำเลยทั้งสองก่อนหน้านี้ที่จะกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ตกลงร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดฐานสมคบตามกฎหมายที่เป็นความผิดเบื้องต้นอันจะนำไปสู่การกระทำความผิดตามกฎหมายยาเสพติดตามกฎหมายมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาตรา 8 แล้ว ซึ่งความผิดฐานสมคบเป็นความผิดที่แยกออกจากฐานความผิดที่ผู้สมคบมุ่งประสงค์ ดังนั้นหากต่อมาจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจำหน่ายยาเสพติด จำเลยผู้นั้นจะต้องรับผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดอีกฐานหนึ่งด้วย โดยถือว่าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันสำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้นอกจากการสมคบกับจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้ติดต่อเพื่อจำหน่ายยาเสพติดกับสายลับ โดยจัดส่งคนไปต่างประเทศเพื่อให้มีการส่งมอบยาเสพติดให้แก่พวกของสายลับที่ต่างประเทศ และชำระเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีซึ่งศาลรับฟังว่าเป็นการร่วมกับพวกพยายามจำหน่ายยาเสพติด ดังนั้นจำเลยที่ 1 ควรมีความผิดฐานสมคบเพื่อกระทำผิดตามกฎหมายยาเสพติดฐานหนึ่ง และฐานร่วมกับพวกพยายามจำหน่ายยาเสพติดตามกฎหมายยาเสพติดอีกฐานหนึ่งด้วยอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 มิใช่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90แต่อย่างใด โดยความผิดฐานสมคบนั้นจะไม่ถูกกลืนไปหากจำเลยที่ 1เข้าร่วมการกระทำความผิดตามวัตถุประสงค์ หรือศาลจะไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานสมคบไม่ได้เนื่องจากความผิดฐานสมคบจะต้องมีการตกลงกันระหว่างสองคนขึ้นไป เมื่อศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 2สมคบกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ก็ต้องมีความผิดฐานสมคบด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น แม้ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่ศาลจะรับฟังว่าจำเลยที่ 2ร่วมกับพวกกระทำผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดด้วย แต่การที่จำเลยที่ 2กระทำความผิดฐานสมคบโดยตกลงร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายยาเสพติด และต่อมาได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกันอันได้แก่การพยายามจำหน่ายยาเสพติด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติด แม้จะไม่ได้เข้าร่วมกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดด้วยก็ตาม ทั้งนี้โดยผลของเงื่อนไขการลงโทษตามมาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งเป็นหลักความรับผิดจากการกระทำของบุคคลอื่น
อย่างไรก็ตามการพิจารณาความผิดฐานสมคบจะต้องไม่พิจารณาเกลื่อนกลืนหรือปะปนไปกับความผิดที่เป็นวัตถุประสงค์ในการสมคบ ดังนั้นหากศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยเป็นผู้สนับสนุนในการจำหน่ายยาเสพติดให้แก่สายลับแล้ว จำเลยที่ 2 จะต้องมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86อีกฐานหนึ่งด้วย
มนตรีศิลป์มหาบัณฑิต

