ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย
เรื่องที่ 5 เสพยาบ้า แล้วขับรถยนต์ มีโทษอย่างไร หลักกฎหมายและฎีกาสำคัญ
หลังสงกรานต์ 2556 ทีมทนาย Thai Law Consult ได้รับคำแนะนำจากทนายอาวุโส 2 ท่าน คือ ทนายสมปราถน์ ฮั่นเจริญ และ ทนายโกมล มากจันทร์ ว่าคดีผู้ขับขี่รถยนต์เสพยาบ้าแล้วขับขี่รถยนต์ มีการถามถึงกันมาก ทนายความทุกคนน่าจะช่วยกันให้ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้สู่ประชาชน
วันนี้ (8 พ.ค. 2556) 7 ทนาย Thai Law Consult พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร จึงเรียบเรียงบทความนี้โดยอ้างอิงจากหนังสือ "คดียาเสพติด" ของอาจารย์สุจิต ปัญญาพฤกษ์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ต้นไผ่ จำนวน 175 หน้า ราคา 195 บาท หนังสือเล่มนี้ 7 ทนาย มีเป็นคู่มือกันทุกคน ด้วยเนื้อหาที่กระชับ อ่านง่าย ให้ความรู้หลากหลาย จึงขอแนะนำหนังสือเล่มนี้แก่ทนายความรุ่นใหม่ทุกคนว่า เป็นหนังสือที่ "ต้องมี" ครับ
| 1. เสพยาบ้าขณะขับขี่รถยนต์ มีความผิดดังนี้ |
เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และ
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรค 1 , 157/1 วรรค 2 (แก้ไขใหม่)
ถ้าเป็นผู้ประจำรถ ยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102(3ทวิ) 127 ทวิ วรรค 2 อีกด้วย (ฎีกาที่ 2255/2543)
การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้บทกฎหมายที่มีบทหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ ซึ่งเป็นบทหนัก มีอัตราโทษเท่ากัน ศาลก็จะลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ โดยศาลต้องพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
2. หลักกฎหมาย มีดังนี้ (หน้า 6, 7)
3. ฎีกาสำคัญที่ 7 ทนาย Thai Law Consult ขอนำมาเสนอ คือ 2255/2543 , 10600/2546 และ 5395/2544
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2255/2543
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ
ขณะที่จำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ มี พ.ร.บ. การขนส่งทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2542 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 127 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. การขนส่งทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 และให้เพิ่มความในวรรคสองของมาตรา 127 ทวิ ว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 102 (3 ทวิ) หรือ (3 ตรี) ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแล้วแต่กรณี แต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแล้วแต่กรณีอีกหนึ่งในสาม ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ จึงต้องลงโทษตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๕๗ , ๖๗ , ๙๑ , ๑๐๒ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ , ๑๐๒ (๓ ทวิ) , ๑๒๗ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๕๗ , ๖๗ , ๙๑ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ) , ๑๒๗ ทวิ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี
จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น เนื่องจากขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้มีพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้เพิ่มความในวรรคสองของมาตรา ๑๒๗ ทวิ ว่า "ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ) หรือ (๓ ตรี) ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แล้วแต่กรณี แต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแล้วแต่กรณี อีกหนึ่งในสาม" ดังนี้ ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ จึงต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง จำคุก ๘ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๔ เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก ๖ เดือน ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก ๑๐ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
( กมล เพียรพิทักษ์ - สมชาย พงษธา - จรัส พวงมณี )
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ - นายวชิระ ทนินซ้อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายชาติชาย อัครวิบูลย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10600/2546
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19, 34
ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 เป็นกรณีที่กำหนดให้มีการดำเนินการก่อนฟ้องผู้ต้องหาและต้องไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหานั้นต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถ อันเป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก ทั้งจำเลยถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ดังนั้น ไม่ว่ากระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 จะเป็นคุณแก่จำเลยเพียงใด บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็ไม่เปิดช่องให้นำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๕๗ , ๙๑ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ) , ๑๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ , ๑๕๗ ทวิ และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า ๖ เดือน
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ , ๙๑ (ที่ถูกมาตรา ๙๑ ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ) , ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ) , ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทลงโทษบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ , ๙๑ (ที่ถูกมาตรา ๙๑ ที่แก้ไขใหม่) เพียงบทเดียว ลงโทษจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๘ เดือน และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด ๖ เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๘ เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้ใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ ในหมวด ๓ มาบังคับใช้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครองครองเพื่อจำหน่าย เสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด? ฯลฯ" ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ต้องหาที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นกรณีที่กำหนดให้มีการดำเนินการก่อนฟ้องผู้ต้องหาและต้องไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหานั้นต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถ อันเป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก ทั้งจำเลยถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่ากระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ จะเป็นคุณแก่จำเลยเพียงใด บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็ไม่เปิดช่องให้นำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นไปโดยชอบ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
( เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - วิชัย วิวิตเสวี - สำรวจ อุดมทวี )
ศาลจังหวัดนางรอง - นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวีระศักดิ์ นิศามณี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161
โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงไม่วินิจฉัยฎีกาของจำเลยและพิพากษายกฟ้อง
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสองพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย"
พิพากษายกฟ้อง
( กมล เพียรพิทักษ์ - สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ - จรัส พวงมณี )
หมายเหตุ
โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) เมื่อล่วงเลยชั้นตรวจฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 161 ไม่ได้ โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องตามมาตรา 163 ถ้าไม่ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษายกฟ้องเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในชั้นอุทธรณ์ก็ไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไปก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพบว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ก็ต้องพิพากษายกฟ้องเท่านั้น
แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22(1) ให้ศาลอุทธรณ์รวมทั้งศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายก ยืน กลับ และแก้เท่านั้น ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยฎีกา แต่ศาลฎีกาพบว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง แม้จะต้องพิพากษายกฟ้องดังกล่าวข้างต้นแต่ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจะต้องพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาใหม่เป็นพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 242(3) ศาลฎีกาจึงน่าจะพิพากษาว่า "พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้องโจทก์" มิใช่พิพากษายกฟ้องเท่านั้น
ไพโรจน์ วายุภาพ
(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 10-05-56)

