ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย

 

เรื่องที่ 9      ผู้สนับสนุน หรือ ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด คดียาเสพติด ต้องรับโทษอย่างไร

               

กลางเดือนตุลาคม 2556 ภาคกลาง รวมถึง กทม. ฝนหยุดตก ลมหนาวเริ่มโชยมา ยังคงมีม๊อบชาวสวนยาง ประจวบคีรีขันธ์ ปิดถนนประท้วง ขณะที่สี่แยกอุรุพงษ์ ก็มีม๊อบล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์

วันนี้ ทีมทนาย Thai Law Consult หลายคนเดินทางมาสมุทรปราการ เพื่อปรึกษาคดีแพ่งเรื่องผิดสัญญาซื้อขาย ของผู้นำเข้าและส่งออกเคมีภัณฑ์ท่านหนึ่ง เสร็จจากปรึกษาคดีแล้ว จึงมารวมตัวกันที่ สำนักงานทนายความสมปราถน์และเพื่อน พิบูลย์คอนโดวิลล์ อาคาร 1 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี 44 บางซื่อ กทม.   

ทนายอาวุโสแนะนำให้ พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร เรียบเรียงบทความนี้ เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน

 

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา

          มาตรา 86 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำ ความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความ สะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น

 

หลักกฎหมาย พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

          มาตรา 6 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น
 (1) สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
 (2) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ เพื่อ ประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ
 (3) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่ประชุม ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้นเพื่อ ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดพ้นจาก การถูกจับกุม
 (4) รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำความผิดเพื่อประโยชน์ หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ
 (5) ปกปิด ซ่อนเร้น หรือเอาไปเสียซึ่งยาเสพติดหรือวัตถุใด ๆ ที่ใช้ในการ กระทำความผิด เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด
 (6) ชี้แนะหรือติดต่อบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด
 ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษ ผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้  
 

ถาม    -    ความผิดฐานสนับสนุน ใน ป.อ. ลงโทษแค่ 2 ใน 3 ส่วน แต่มาตรา 6 ของ
                พ.ร.บ.มาตรการฯ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิด มีหลักอย่างไร

 

ทีมทนาย Thai Law Consult ขออธิบายตามหนังสือ คดียาเสพติด ของ อาจารย์สุจิต ปัญญาพฤกษ์ ดังนี้

1.   สนับสนุน หรือ ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ก่อน หรือ ขณะ กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มาตรา 3 , 6(1) ระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ (ฎีกาที่ 1040/2549)

2.   จัดหา หรือ ให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใดๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ มาตรา 3, 6(2) ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

3.   จัดหา หรือ ให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่ประชุม ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิด พ้นจากการถูกจับกุม มาตรา 3, 6(3) ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

4.   รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำความผิด เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ มาตรา 3, 6(4) ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

5.   ปกปิด ซ่อนเร้น หรือเอาไปเสียซึ่งยาเสพติดหรือวัตถุใดๆ ที่ใช้ในการกระทำความผิด เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด มาตรา 3, 6(5) ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

6.   ชี้แนะหรือติดต่อบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด มาตรา 3, 6(6) ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

7.   จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม มาตรา 6 วรรคท้าย ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้น หรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้

8.   กรณีศาลจะลงโทษตามมาตรานี้ โจทก์ต้องมีการบรรยายฟ้อง และอ้างมาตรา 6(1) มาด้วย มิฉะนั้น ถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรค 4 (ฎีกาที่ 1040/2549)

 

พี่ตุ๊กตาขอนำฎีกา 1040/2549, 7623/2549, 2394/2543 มาให้ศึกษาเพิ่มเติมนะคะ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2549

ป.อ. มาตรา 86
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6(1) 

          จำเลยที่ 2 รู้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไถนาพาจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนนั้น ย่อมเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

          พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตรา 6 (1) ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่

________________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 33 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ริบของกลางและวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าของโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

          จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

          จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 วรรคสอง, 67, 57, 91 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่า คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูกเฉพาะฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายประกอบมาตรา 53 ด้วย) กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงจำคุก 25 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 ขณะกระทำความผิดอายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกคำขอให้ริบของกลางอื่น และข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยก

          โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 57, 66 วรรคสอง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยระวางโทษเป็นสามเท่าในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 27 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยที่ 2 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงทอง กิ่งอำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก ได้กระทำความผิดตามฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทศราวุธ มัจฉา ร้อยตำรวจเอกภาณุวัฒน์ ภูจอมเพชร และสิบตำรวจเอกวิชาญ มงคล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ได้สืบทราบจากสายลับว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนจากบ้านผาผึ้งไปส่งที่ตำบลนาโบสถ์ การขนเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะมีรถจักรยานยนต์นำหน้าและมีรถไถนาแบบเดินตามมีพ่วงตามมา ต่อมาในวันเกิดเหตุนั้นเองพยานโจทก์ทั้งสามกับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ ในขณะจำเลยที่ 1 นั่งมาในรถไถนาแบบเดินตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าไป โดยจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,052 เม็ด ของกลาง ซึ่งบรรจุในถุงพลาสติกแล้วซุกซ่อนไว้ในกระบอกข้าวหลามจำนวน 5 กระบอก ใส่มาในรถไถนาแบบเดินตามเพื่อนำไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณหน้าโรงเรียนผดุงปัญญานาโบสถ์ด้วย ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าทราบว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่ไม่ทราบรายละเอียดการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน และร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ โนรี พนักงานสอบสวนเบิกความว่าชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีน พยานโจทก์เหล่านี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าเบิกความไปตามความจริงโดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนทันทีทันใดในวันเกิดเหตุ จึงยังไม่ทันไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งหากไม่เป็นความจริง จำเลยที่ 2 ก็ย่อมปฏิเสธได้ในชั้นสอบสวนเพราะเป็นเจ้าพนักงานต่างคนและจดบันทึกคนละเวลากัน จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ให้การตามความเป็นจริงและโดยสมัครใจ มิใช่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นเองโดยพลการ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อนำไปจำหน่าย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไถนาแบบเดินตามพาจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนนั้น ย่อมเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าตนไม่ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเพียงข้ออ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดโทษให้ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตรา 6 (1) ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยปรับบทลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล นอกจากนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดและลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปีนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 และมาตรา 10 ระวางโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งหมายความถึงการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

          อนึ่งรถไถนา (อีแต๊ก) 1 คัน รถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กนก 818 กำแพงเพชร และเงินสด 2,800 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอให้ริบ เห็นควรสั่งคืนให้แก่เจ้าของเสียด้วย

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน คืนรถไถนา (อีแต๊ก) 1 คัน รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนก 818 กำแพงเพชร และเงินสด 2,800 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

( เฉลิมชัย จารุไพบูลย์ - พิชิต คำแฝง - สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ )

หมายเหตุ 

          การดำเนินคดีอาญาโดยเจ้าพนักงานของรัฐ เริ่มต้นจากตำรวจจับผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปตามพยานหลักฐานในสำนวนและดุลพินิจของตน เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนก็จะพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนสอบสวนว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานใด หากมีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน แต่ละคนเป็นตัวการร่วม ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ก็จะยื่นฟ้องไปตามดุลพินิจของตนเช่นกัน เช่นเดียวกับคดีที่หมายเหตุนี้ พนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ขับรถไถนาแบบเดินตามพาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดานำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ลูกค้าเป็นตัวการร่วม จึงได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในส่วนของคำขอท้ายฟ้องระบุบทบัญญัติที่จำเลยกระทำความผิดไว้ และอ้าง ป.อ. มาตรา 83 ไว้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์คงจะไม่อ้าง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 6 (1) ไว้อีก เพราะมิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว หากโจทก์ใส่บทบัญญัติดังกล่าวไว้ อาจเป็นช่องให้จำเลยต่อสู้ได้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

           เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องแล้ว ได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนสืบพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายเสร็จ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 หากแต่เป็นเพียงผู้สนับสนุน ก็เป็นเรื่องของศาลที่จะวินิจฉัยไปตามนั้น

           คงมีข้อสังเกตว่าเมื่อฟังว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดซึ่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 6 บัญญัติว่า ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

           (1) สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ฯลฯ เช่นนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเช่นเดียวกับตัวการได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ได้วินิจฉัยว่า... บทบัญญัติ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 6 (1) เป็นบทบัญญัติที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตรา 6 (1) มาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าว...

           ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ผู้หมายเหตุเห็นว่าตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อพนักงานอัยการโจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นตัวการ การบรรยายฟ้องก็ต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งหมดร่วมกันกระทำความผิด จะบรรยายฟ้องว่าเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเข้าไปด้วยก็จะกลายเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ศาลสามารถยกฟ้องได้ทันที เหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะกระทำได้ ผู้หมายเหตุเห็นว่า ชื่อกฎหมายคือ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก็ระบุไว้ในตัวเองชัดว่าต้องการจะปราบปรามมิให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เนื่องจากผลกระทบจากการกระทำความผิดฐานนี้ก่อให้เกิดผลเสียแก่ประเทศชาติทุกด้าน จึงไม่ต้องการให้มีผู้กระทำความผิดฐานนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุน ศาลก็สามารถลงโทษเท่ากับตัวการได้ตามมาตรา 6 (1) ซึ่งน่าจะเป็นบทบัญญัติที่บังคับศาล โดยโจทก์มิต้องบรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องเข้ามาอีก มิฉะนั้นจะทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุมดังกล่าวแล้วข้างต้น ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... เพราะทำให้จำเลยต้องรับโทษสูงขึ้น...นั้น ความจริงแล้วจำเลยมิได้รับโทษสูงขึ้นแต่อย่างใด คงได้รับโทษเท่าที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษมาเท่านั้น การที่ศาลวินิจฉัยลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเสียอีก ที่ทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลงกว่าที่โจทก์ขอ

ศิริชัย วัฒนโยธิน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7623/2549

ป.อ. มาตรา 86
ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. มาตรา 15, 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) 

          การที่จำเลยที่ 5 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มาส่งให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างทางถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนได้เสียก่อน จำเลยที่ 4 ยังไม่ได้รับมอบการครอบครองเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขาย จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 4 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อให้ถึงปลายทาง และการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 5 ขณะกระทำความผิดเนื่องจากขณะนั้นจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 5 อยู่ระหว่างถูกจับกุมและการจับกุมยังไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.อ. มาตรา 86 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว เมื่อข้อแตกต่างมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

          สำหรับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง รวมมากับฟ้องสำนวนหลังด้วย ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นสำนวนแรก การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ในสำนวนหลังอีก จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

________________________________

          คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 5 และที่ 4 ตามลำดับ

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8, 10, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และนับโทษจำเลยที่ 4 ทั้งสองสำนวนต่อกัน

          จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 ในสำนวนแรกที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม)) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม)) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และจำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่เมื่อเรียงกระทงลงโทษแล้ว คงให้ลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และเมื่อลงโทษจำเลยที่ 5 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวแล้ว จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยที่ 5 เป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิใช่ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษโดยตรง เป็นเพียงผู้รับจ้างขนและรับช่วงขนยาเสพติดให้โทษของกลางเท่านั้น เห็นสมควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมด ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.1667/2544 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.5862/2543 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า ศาลได้รวมการพิจารณาพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องนับโทษต่อตามที่โจทก์ขออีก คำขอในส่วนนี้กับคำขอที่ให้ระวางโทษจำเลยที่ 5 เป็นสามเท่าจึงให้ยก

          จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสอง) (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) รวม 2 กระทง แต่ให้คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตลอดชีวิต ไม่ปรับบทมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด จากจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 4 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเงินค่าน้ำมันรถจำนวน 1,000 บาท ไปมอบให้จำเลยที่ 1 ที่จังหวัดนครสวรรค์เพื่อให้จำเลยที่ 1 สามารถขับรถบรรทุกขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 ยังจุดหมายปลายทางได้ การที่จำเลยที่ 5 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มาส่งให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างทางถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนได้เสียก่อน จำเลยที่ 4 ยังไม่ได้รับมอบการครอบครองเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขาย จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 4 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อให้ถึงปลายทาง และการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 5 ขณะกระทำความผิด เนื่องจากขณะนั้นจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 5 อยู่ระหว่างถูกจับกุมและการจับกุมยังไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว เมื่อข้อแตกต่างมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน

          อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง เป็นสำนวนหลัง ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,870 เม็ด จากจำเลยที่ 5 ดังนั้น จำเลยที่ 4 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนจำนวนนี้ และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,870 เม็ด ตามฟ้อง ส่วนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ซึ่งโจทก์ฟ้องรวมมากับสำนวนหลังด้วยนั้น ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นสำนวนแรก การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ในสำนวนหลังอีกจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

          พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 53 ลงโทษจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 90, 91 เป็นความผิดสองกรรม แต่ละกรรมเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยก สำหรับโทษของจำเลยที่ 5 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

( มานัส เหลืองประเสริฐ - เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช )

ศาลอาญา - นายประวิตร ประคำโทน
ศาลอุทธรณ์ - นายอนุวัตร มุทิกากร

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2394/2543

ป.วิ.อ. มาตรา 192, 227

          เจ้าพนักงานผู้ทำหน้าที่สืบสวนและจับกุมได้ดำเนินงานสืบสวนเป็นระบบขั้นตอนและต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่องนานถึงหนึ่งเดือนครึ่งจึงจับกุมจำเลยแปดคนในคดีอาญาอีกคดีหนึ่ง อีกทั้งในการปฏิบัติงานก็ได้มีการถ่ายรูปและทำรายงานการปฏิบัติงานไว้โดยตลอด ทั้งสารเคมีที่ตรวจยึดได้มีลักษณะเดียวกันกับถังสารเคมีที่มีผู้ไปรับจากจำเลย จึงมีน้ำหนักรับฟังได้แน่ชัดแล้วว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการของกลุ่มในการลักลอบผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยสนับสนุนจำเลยแปดคนในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งผลิตเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ส่วนการที่เจ้าพนักงานมิได้จับกุมจำเลยในขณะที่เห็นเหตุการณ์นั้น เนื่องจากคนร้ายกลุ่มนี้กระทำผิดเป็นขบวนการ การที่เจ้าพนักงานจะเข้าจับกุมทันทีในเหตุการณ์ตอนหนึ่งตอนใดหรือไม่ ย่อมเป็นไปได้ที่จะต้องคำนึงถึงผลสำเร็จในการปราบปรามในภาพรวมทั้งหมดเป็นสำคัญการไม่เข้าจับกุมจำเลยทันทีจึงหาเป็นข้อผิดปกติไม่

           จำเลยเพียงแต่จัดหาสารเคมีเพื่อใช้ผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ให้แก่กลุ่มผู้ผลิต แต่มิได้เข้าไปร่วมผลิตหรือกระทำการใดอันเป็นการสนับสนุนให้จำเลยในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ที่ผลิตขึ้นจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต คงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวผลิตเมทแอมเฟตามีน อีกทั้งจะนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1) มาปรับบทโดยระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับตัวการก็มิได้ เพราะคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้อ้างถึงพระราชบัญญัติฉบับนี้มาเป็นบทที่ขอให้ลงโทษจำเลย ย่อมถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ สีน้ำตาลทอง หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ค-7658 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ 1 ดอก ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 6(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 จำคุก 20 ปี ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ คันหมายเลขทะเบียนป้ายแดง ค-7658 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ 1 ดอก ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ลงโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ และจำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2536 เจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ร่วมกันจับกุมนายคำภีร์ งามขำ นางสาวน้อยหรือจิตตรา ทองใบ นางใจ ดาบุตรหรือแสนบุตรดี นายเส่ง เกษมศรีสุขสง่า นายไพสาน บัวทอง นางอร บัวทอง นางสุภาภรณ์ จิตตั้งบุญญา และนายวีระภัทร อินขำเครือ รวมแปดคนในข้อหาร่วมกันผลิตและมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตพร้อมเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์น้ำหนัก 70.22 กิโลกรัม อีเฟดรีนบริสุทธิ์น้ำหนัก 63.33 กิโลกรัม พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตกับรถยนต์หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ค-7658 กรุงเทพมหานคร เป็นของกลางและต่อมาได้ฟ้องเป็นจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6659/2536 ของศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 24 มีนาคม 2537 เจ้าพนักงานสำนักงานเดียวกันจับกุมจำเลยได้ในคดีอื่นและอายัดตัวมาดำเนินคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยกระทำผิดฐานสนับสนุนจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6659/2536 ผลิตเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ กับปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำผิดฐานสนับสนุนจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาดังกล่าวมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และต้องนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1) มาปรับบทโดยระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้นหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์จำเลยรวมกันไป โจทก์มีเจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดรวม 3 คน คือนายนรเทพ พุทธเภสัช นายพงษ์ธร ศรีไพวรรณ และนายสมชาย ศรีปานเงิน เป็นพยานเบิกความต้องกันว่า เจ้าพนักงานได้ติดตามสืบสวนกลุ่มผู้ผลิตเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ออกจำหน่ายแก่ประชาชนซึ่งมีกลุ่มของนางอรซึ่งร่วมกับสามี คือนายทนงศักดิ์ จิตตั้งบุญญา และมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่น ต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม 2530 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นกับพวกได้ร่วมกันจับกุมนายทนงศักดิ์ ครั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2531 นางอรจดทะเบียนหย่ากับนายทนงศักดิ์วันที่ 2 เมษายน 2534 เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นบ้านของนางอรได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนมาก แต่นางอรหลบหนีไปได้ และลงมาพักอาศัยอยู่กับนางสุภาภรณ์บุตรสาวซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับนายวีระภัทร ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2535 นางอรจดทะเบียนสมรสกับนายไพสานซึ่งอยู่ในกลุ่มลักลอบผลิตเมทแอมเฟตามีนเช่นกันกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ดำเนินการผลิตเมทแอมเฟตามีนออกจำหน่ายโดยกระทำเป็นขบวนการ กลุ่มนายทุนได้แก่นางอรและนายไพสาน เจ้าพนักงานได้กำหนดรหัสสำหรับนางอรคือ แอมแปร์ 339 นางสุภาภรณ์คือ แอมแปร์ 340 และนายไพสานคือ แอมแปร์ 341 นางสุภาภรณ์รับผิดชอบด้านการเงิน นายวีระภัทรเป็นผู้ประสานงานในการผลิต กลุ่มผู้ทำหน้าที่ผลิตคือนายคำภีร์ นางสาวน้อยหรือจิตตรา และนางใจกับกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนด้านสารเคมี คือ นายประสิทธิ์หรือกุลเดช วิจิตรนาวิน นายวินัย สินประเสริฐ และจำเลยคดีนี้ นายนรเทพได้จัดตั้งชุดทำงานประมาณ 5 ถึง 6 คน มีนายพงษ์ธรและนายสมชายรวมอยู่ด้วย ในการสืบสวนได้จัดทำรายงานบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์และบันทึกภาพไว้โดยตลอด ผลการสืบสวนได้ความว่าคนร้ายขบวนการนี้มีโรงงานผลิตอยู่ 2 แห่ง คือที่โกดังหวั่งหลี 4 ซอยเจริญนคร 61 และที่บ้านเลขที่ 86 อยู่ในซอยโรงเรียนวัดเนินสูง หมู่ที่ 13 ตำบลเนินหอม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากการสืบสวนได้ปรากฏพยานหลักฐานเกี่ยวกับจำเลยรวม 3 เหตุการณ์ด้วยกันคือ ครั้งที่ 1 วันที่ 28 พฤษภาคม 2536 นายวีระภัทร ขับรถยนต์ฮอนด้าสีบรอนซ์หมายเลขทะเบียน 7 ว-1356 กรุงเทพมหานคร ตามนายประสิทธิ์หรือกุลเดชซึ่งขับรถยนต์มิตซูบิชิสีขาวหมายเลขทะเบียน 1 อ-8194 กรุงเทพมหานคร ไปรับสารเคมีซึ่งใช้ผลิตเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ตึกแถวเลขที่ 138/27 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 22 เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานได้ถ่ายรูปเหตุการณ์และจัดทำรายงานการปฏิบัติงานไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.14 แผ่นที่ 1 และ 2 กับเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 14/57 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6659/2536 ครั้งที่ 2 วันที่ 29 พฤษภาคม 2536 นายวีระภัทรขับรถยนต์คันเดิมไปพบจำเลยที่ตึกแถวเดิมและยกถังสารเคมี 1 ถัง ใส่กระโปรงหลังรถ จากนั้นได้ขับรถไปสมทบกับพวกที่ร่วมขบวนการอีกหนึ่งคนคือนายวินัย ซึ่งจอดรถยนต์โตโยต้าสีเข้มหมายเลขทะเบียน 3 อ-6501 กรุงเทพมหานคร รออยู่ที่ห้างแม็คโคบางบอนแล้วขับรถตามกันไปโดยบางครั้งในระหว่างทางได้สลับรถกันขับ แต่ในที่สุดก็นำถังสารเคมีดังกล่าวไปเก็บที่โกดังหวั่งหลี 4 เจ้าพนักงานได้ถ่ายรูปเหตุการณ์และจัดทำรายงานการปฏิบัติงานไว้ ตามภาพถ่ายหมาย จ.15 แผ่นที่ 1 และ 2 กับเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 14/54 และ 55 กับครั้งที่ 3 วันที่ 30 มิถุนายน 2534 นายวินัยขับรถยนต์คันเดิมไปรับนายประสิทธิ์หรือกุลเดชซึ่งนั่งรออยู่ที่เพิงริมถนนหน้าสมาคมปักษ์ใต้ริมถนนวงแหวนแล้วไปพบจำเลยที่ตึกแถวเดิมขนถุงพลาสติกใบใหญ่บรรจุสารเคมีจำนวน 2 ถึง 3 ถุง ใส่กระโปรงหลังรถแล้วขับรถกลับไปโดยนายประสิทธิ์หรือกุลเดชเดินแยกออกไปต่างหาก เจ้าพนักงานได้ถ่ายรูปเหตุการณ์และจัดทำรายงานการปฏิบัติงานไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.18 แผ่นที่ 2 และ 3 กับเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 14/48 และ 49 นอกจากเหตุการณ์ที่จำเลยเกี่ยวข้องโดยตรงนี้แล้ว พยานโจทก์อีกหนึ่งปากคือนายณรงค์ศร พรหมแสน เบิกความสนับสนุนคำเบิกความของเจ้าพนักงานซึ่งเป็นพยานโจทก์ว่า นายณรงค์ศรเป็นผู้เช่าโกดังหวั่งหลี 4 จากนายสุวิทย์ หวั่งหลี และให้เช่าช่วง นางอรและนายไพสานไปพบนายณรงค์ศร เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2536 ขอเช่าช่วงเป็นเวลา 2 ถึง 3 เดือน จากนั้นได้มีการนำเครื่องผสมสารเคมี สารเคมี 2 กระสอบและสารเคมีบรรจุกล่องกระดาษอีก 2 กล่อง ไปเก็บที่โกดังหวั่งหลี 4 นายณรงค์ศรเคยเห็นนายคำภีร์ นางสาวน้อยหรือจิตตราและนางใจผสมสารเคมี กับนายณรงค์ศรเคยรับจ้างนายไพศาลไปขนเครื่องอัดเม็ดจากโรงกลึงที่ซอยวุฑากาศ 6 ถนนวุฒากาศ แขวงและเขตบางขุนเทียนไปเก็บที่บ้านและต่อมาก็มีพวกของนายไพสานมาขนต่อไปต่างจังหวัด นอกจากนี้นายณรงค์ศรยังเบิกความด้วยว่า ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2536 เจ้าพนักงานได้เข้าตรวจค้นโกดังหวั่งหลี 4 และได้ของกลางซึ่งเกี่ยวข้องในการผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 หลายรายการซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของเจ้าพนักงานพยานโจทก์และภาพถ่ายหมาย จ.30 แผ่นที่ 1 และ 2 ส่วนการเข้าจับกุมกลุ่มผู้ผลิตที่จังหวัดปราจีนบุรี ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายพงษ์ธรและนายนรเทพว่าได้เข้าจับกุมนายคำภีร์ นางสาวน้อยหรือจิตตรา นางใจ และนายเส่ง ได้พร้อมเครื่องอัดเม็ด 3 เครื่อง เมทแอมเฟตามีนอัดเม็ดประมาณ 30 ถุงกระดาษ บรรจุถุงละประมาณ 20,000 เม็ด บรรจุซองพลาสติก 6 ซองใหญ่ บรรจุเมทแอมเฟตามีนซองละ 10 ถุง เมทแอมเฟตามีนบรรจุถุงพลาสติกขนาดใหญ่น้ำหนัก 15 กิโลกรัม และผงเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 ถุง มีน้ำหนักรวมกันประมาณ 96 กิโลกรัม กับอุปกรณ์การผลิตหลายรายการด้วยกันตามภาพถ่ายหมาย จ.29 แผ่นที่ 1 ถึง 4 และ จ.30 แผ่นที่ 1 และ 2 และในวันเดียวกันเจ้าพนักงานก็ได้เข้าจับกุมนางอร นายไพสาน นายวีระภัทร และนางสุภาภรณ์ได้ในกรุงเทพมหานครตามที่ได้ติดต่อประสานงานกัน จากพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมานี้ จะเห็นได้ว่า นายนรเทพ นายพงษ์ธร และนายสมชายเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่สืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักและมีสาเหตุกับจำเลยและพวกมาก่อน จึงไม่มีข้อควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความใส่ร้ายผู้ใดการดำเนินงานสืบสวนได้ทำเป็นระบบขั้นตอน และต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่องนานถึงหนึ่งเดือนครึ่งจึงจับกุมจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6659/2536 อีกทั้งในการปฏิบัติงานก็ได้มีการถ่ายรูปและทำรายงานการปฏิบัติงานไว้โดยตลอด ทั้งสารเคมีที่ตรวจยึดได้ที่โกดังหวั่งหลี 4 ตามภาพถ่ายหมาย จ.30 แผ่นที่ 1 และ 2 ก็มีลักษณะเดียวกันกับถังสารเคมีที่นายวีระภัทรและนายวินัยไปรับจากจำเลยที่ตึกแถวเลขที่ 138/27 นั่นเองตามภาพถ่ายหมาย จ.14 แผ่นที่ 1 ดังนี้ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้แน่ชัดแล้วว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการของกลุ่มนางอร ในการลักลอบผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามฟ้องหาใช่เป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคดีโดยรับฟังพยานหลักฐานไม่สิ้นกระแสความดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาว่าตามรายงานการปฏิบัติงานในวันที่ 28 พฤษภาคม 2536 เอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 14/56 และ 57 มิได้ระบุชื่อของจำเลยโดยระบุเพียงชายผิวขาวลักษณะคนจีนจึงแตกต่างกับข้อความบรรยายใต้ภาพถ่ายหมาย จ.14 แผ่นที่ 1 และแสดงว่าภาพถ่ายหมาย จ.14 จัดทำขึ้นภายหลังนั้น เห็นว่า เหตุที่เจ้าพนักงานมิได้ระบุชื่อจำเลยในรายงานการปฏิบัติงานเมื่อวันดังกล่าว ก็น่าจะเป็นเพราะเจ้าพนักงานเพิ่งพบว่าจำเลยซึ่งขณะนั้นเจ้าพนักงานยังไม่ทราบชื่อเป็นผู้ร่วมขบวนการผลิตด้วย และรายงานดังกล่าวได้จัดทำขึ้นในวันเดียวกันนั้นเอง ครั้นเมื่อจัดทำข้อความบรรยายใต้ภาพถ่ายหมาย จ.14 หลังจากวันนั้นซึ่งเจ้าพนักงานได้ทราบชื่อของจำเลยแล้วจึงระบุชื่อไว้ ดังจะเห็นได้จากรายงานการปฏิบัติงานในวันที่ 29 พฤษภาคม 2536 และวันที่ 30 มิถุนายน 2536 หาใช่ภาพถ่ายดังกล่าวได้จัดทำขึ้นภายหลังดังที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ส่วนการที่เจ้าพนักงานมิได้จับกุมจำเลยในขณะที่เห็นเหตุการณ์ตลอดทั้งการที่จำเลยทั้งแปดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6659/2536 มิได้ให้การซัดทอดมายังจำเลยและจากคำเบิกความของพันตำรวจโทอดิศักดิ์ วิบูลย์ชัยโยธิน พนักงานสอบสวน ซึ่งจัดส่งของกลางที่ยึดได้จากการเข้าจับกุมจำเลยทั้งแปดไปทำการตรวจพิสูจน์ก็มิได้ระบุชื่อจำเลยว่าร่วมกระทำผิดด้วยนั้น ก็เห็นได้ว่าคนร้ายกลุ่มนี้กระทำผิดเป็นขบวนการ การที่เจ้าพนักงานจะเข้าจับกุมทันทีในเหตุการณ์ตอนหนึ่งตอนใดหรือไม่ ย่อมเป็นไปได้ที่เจ้าพนักงานจะต้องคำนึงถึงผลสำเร็จในการปราบปรามในภาพรวมทั้งหมดเป็นสำคัญ การที่เจ้าพนักงานไม่เข้าจับกุมจำเลยทันทีจึงหาเป็นข้อผิดปกติไม่ และเหตุที่พันตำรวจโทอดิศักดิ์มิได้ระบุชื่อจำเลยรวมในกลุ่มจำเลยทั้งแปดดังกล่าว ก็เป็นเพราะขณะนั้นจำเลยยังมิได้ถูกจับกุมรวมอยู่ในกลุ่มจำเลยทั้งแปดนั่นเอง พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานสนับสนุนจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6659/2536 ผลิตเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจริง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นและสำหรับฎีกาของโจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดจากพยานหลักฐานของโจทก์เองว่า จำเลยเพียงแต่จัดหาสารเคมีเพื่อใช้ผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ให้แก่กลุ่มผู้ผลิต แต่จำเลยมิได้เข้าไปร่วมผลิตหรือกระทำการใดอันเป็นการสนับสนุนให้จำเลยทั้งแปดในคดีอาญาดังกล่าวมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ที่ผลิตขึ้น จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาดังกล่าวมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต อีกทั้งจะนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1) มาปรับบทโดยระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับตัวการก็มิได้ เพราะคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้อ้างถึงพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาเป็นบทที่ขอให้ลงโทษจำเลยย่อมถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในคดีนี้ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

          พิพากษายืน

( สมชาย จุลนิติ์ - ระพินทร บรรจงศิลป - วิรัช ลิ้มวิชัย )

 

Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 20-10-2556