ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย
เรื่องที่ 11-2 รอการลงโทษในคดียาเสพติด ตามแนวฎีกาสำคัญ
ทีมทนาย Thai Law Consult ได้รับอีเมล์สอบถามเสมอๆ ว่า คดีเหล่านี้ จะรอการลงโทษได้หรือไม่ พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร, ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ, ทนายอุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย , ทนายพันศักดิ์ พัวพันธ์ น.บ.ท. 64 จึงช่วยกันเรียบเรียง บทความนี้ เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน
ในขณะที่มีข่าวว่า คืนนี้ (วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2556) ส.ส.รัฐบาลฝั่งเพื่อไทย จะดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอย ให้ผ่านวาระ 3 ขณะที่ ส.ส. ประชาธิปัตย์ เปิดเกมข้างถนน ปลุกประชาชน ให้มาต่อต้านรัฐบาล ที่สถานีรถไฟสามเสน
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 56 รอการลงโทษ .
มาตรา 56 ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความ ผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึง ถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรมสุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัยอาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปราณีแล้ว เห็นเป็นการสมควรศาลจะพิพากษาว่า ผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือกำหนดโทษแต่รอการ ลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไปเพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลา ที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดย จะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้
เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดนั้น ศาลอาจกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อ ดังต่อไปนี้
(1) ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือหรือตักเตือนตาม ที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพหรือจัดให้ กระทำกิจกรรมบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์ตามที่ เจ้า พนักงานและผู้กระทำความผิดเห็นสมควร
(2) ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ
(3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไป สู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก
(4) ให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ความ บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
(5) เงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อแก้ไข ฟื้นฟูหรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก
เงื่อนไขตามที่ศาลได้กำหนดตามความในวรรคก่อนนั้น ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำขอของผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดย ชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น พนักงานอัยการหรือเจ้า พนักงานว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การควบคุมความประพฤติของผู้ กระทำความผิดได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจ แก้ไขเพิ่มเติมหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดเสียก็ได้ หรือจะกำหนด เงื่อนไขข้อใด ตามที่กล่าวในวรรคก่อนที่ศาลยังมิได้กำหนดไว้ เพิ่มเติมขึ้นอีกก็ได้
มาตรา 57 เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตาม คำแถลงของพนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงานว่า ผู้กระทำความผิด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังที่ศาลกำหนดตาม มาตรา 56 ศาลอาจ ตักเตือนผู้กระทำความผิดหรือจะกำหนดการลงโทษที่ยังไม่ได้ กำหนดหรือลงโทษซึ่งรอไว้นั้นก็ได้
มาตรา 58 เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตาม คำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตาม มาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนด โทษ ที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี
แต่ถ้าภายในเวลาที่ศาลได้กำหนดตาม มาตรา 56 ผู้นั้นมิได้กระ ทำความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรก ให้ผู้นั้นพ้นจากการที่จะถูก กำหนดโทษหรือถูกลงโทษในคดีนั้น แล้วแต่กรณี
รอการลงโทษ
ทีมทนาย ThaiLawConsult ขออธิบาย ป.อ. มาตรา 56 ดังนี้
1. เงื่อนไขที่ศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ (ฎีกาที่ 2324/2550)
2. เป็นดุลยพินิจศาล เมื่อมีเหตุอันเป็นการสมควร โดยดูจาก อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือมีเหตุอื่นอันควรปรานี
3. ส่วนมากแนวคำพิพากษาที่ถือว่า โดยสภาพความผิด หรือพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ไม่มีเหตุอันสมควรรอการลงโทษจำคุก กรณีดูสภาพความผิดหรือพฤติการณ์แห่งคดี เป็นเรื่องร้ายแรง เช่น เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีเหตุอันสมควรรอการลงโทษจำคุก (ฎีกาที่ 117/2550)
4. ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้
5. ปัญหาอุทธรณ์ฎีกา ขอให้รอการลงโทษ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218 วรรค 1 (ฎีกาที่ 1563/2549)
พี่ตุ๊กตา เห็นว่า ฎีกาที่ 4626/2548 และ 4647/2548 น่าสนใจ จึงนำมาลงไว้
ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ ให้ความเห็นว่า ฎีกาที่ 59/2547 และ 1317/2547 น่าสนใจ
ส่วนทนายอุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย น.บ.ท. 64 บอกว่า ควรนำฎีกาที่ 1041/2548 มาลงไว้ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4626/2548
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง, 100/1
ความผิดของจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท และตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่าความผิดตาม พระราชบัญญัติดังกล่าวที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยก็มีอำนาจกำหนดโทษปรับเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะโทษที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นโทษที่เบากว่าโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักศึกษา โดยปรากฏหลักฐานตามใบรับรองแนบท้ายอุทธรณ์ว่า จำเลยอยู่ระหว่างศึกษาเล่าเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่โรงเรียนอุดรพณิชยการเทคโนโลยี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยสักครั้งหนึ่งเพื่อให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อไป น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ซึ่งความผิดของจำเลยในคดีนี้ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท และตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยก็มีอำนาจกำหนดโทษปรับ เพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะโทษที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นโทษที่เบากว่าโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 และเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 400,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับ 200,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
( เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - วิชัย วิวิตเสวี - ธานิศ เกศวพิทักษ์ )
ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายอนิรุจ ใจเที่ยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวัฒนา วิทยกุล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4647/2548
ป.วิ.อ. มาตรา 212
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67(ที่แก้ไขใ
จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 20 เม็ด ซึ่งมิใช่จำนวนเล็กน้อย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่รอการลงโทษให้แก่จำเลย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาโดยตรงว่าไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาจึงชอบที่จะพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษให้จำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ป.อ. มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตร 1,600 บาท ของกลางให้เจ้าของ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) เว้นแต่โทษปรับลงโทษตามมาตรา 67 (เดิม) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่)), 102 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท คำให้การชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี กับคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด กับให้จำเลยกระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาอื่น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ร้อยตำรวจเอกอารยะ บุญประสพ และสิบตำรวจเอกอุทัย เศรษฐแสงศรี เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอดำเนินสะดวกค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนในกระเป๋ากางเกงจำนวน 20 เม็ด บรรจุรวมกันอยู่ในถุงพลาสติก คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ การที่จำเลยให้การรับสารภาพต่อร้อยตำรวจเอกอารยะในชั้นจับกุมว่า จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากคนในละแวกเดียวกันในราคาเม็ดละ 60 บาท แล้วนำมาจำหน่ายในราคาเม็ดละ 80 บาท นั้น ปรากฏจากบันทึกคำให้การผู้ต้องหาที่จำเลยให้การปฏิเสธต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 9 มกราคม 2545 ที่จำเลยถูกจับกุมนั้นเองว่า เหตุที่จำเลยยอมรับสารภาพในชั้นจับกุมเพราะเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมข่มขู่จำเลยว่าจะดำเนินคดีทั้งบุตรและภริยาจำเลยด้วย หากจำเลยไม่ยอมรับสารภาพ และในชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับมิได้เอาบุตรและภริยาจำเลยมาดำเนินคดีด้วย จำเลยจึงให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงฟังได้เพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวนั้นไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รอการลงโทษให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ทั้งนี้เพราะเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจำนวน 20 เม็ด นั้น มิใช่จำนวนเล็กน้อย และคดีนี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาโดยตรงในข้อที่ว่าไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ฎีกาคัดค้านว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาจึงชอบที่จะพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษไม่คุมความประพฤติและไม่ปรับจำเลยได้ หาเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยอันจักต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ไม่
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติและไม่ปรับจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
( ธานิศ เกศวพิทักษ์ - วิชัย วิวิตเสวี - เกรียงชัย จึงจตุรพิธ )
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายคำแหง เกตุมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประทีป ดุลพินิจธรรมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2547
ป.อ. มาตรา 56
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19
บุคคลที่จะเข้ารับการฟื้นฟูตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ มาตรา 19 ต้องเป็นเพียงผู้ต้องหามิใช่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว จำเลยจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เคยกระทำความผิดมาแล้วหลายครั้ง และมีสองครั้งที่เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งศาลก็ได้ให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 ทั้งสองคดี แต่จำเลยที่ 2 ก็มาทำความผิดคดีนี้ในระหว่างรอการลงโทษในคดีครั้งหลังสุด แสดงว่าเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยและยากที่จะกลับตัวได้ด้วยตัวเอง ข้อสำคัญยังขับรถเบียดรถเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าจับกุม ส่อถึงการไม่รู้สำนึก แม้จะอ้างว่าเพราะเกรงจะถูกจับกุมก็ตาม จึงไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 2
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 บวกโทษจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษจริง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลจังหวัดชลบุรี จำนวน 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 58 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3366/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 1 ปี 7 เดือน
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษ และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “บุคคลที่จะเข้ารับการฟื้นฟูตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ต้องเป็นเพียงผู้ต้องหามิใช่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว กรณีของจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกา พอเข้าใจว่าเป็นเรื่องขอให้รอการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจที่จำเลยที่ 2 ไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยกระทำความผิดมาแล้วหลายครั้ง และมีถึงสองครั้งที่เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งศาลก็ได้ให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 ทั้งสองคดี แต่จำเลยที่ 2 ก็มากระทำความผิดคดีนี้ในระหว่างรอการลงโทษในคดีครั้งหลังสุด แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัยและยากที่จะกลับตัวได้ด้วยตัวเอง ข้อสำคัญคือจำเลยที่ 2 ยังขับรถเบียดรถเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าจับกุม ส่อถึงการไม่รู้สำนึก แม้จะอ้างว่าเพราะเกรงจะถูกจับกุมก็ตาม สำหรับที่จำเลยที่ 2 อ้างความเดือดร้อนของครอบครัวและปรับปรุงตนเองแล้วก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ควรได้คิดเสียก่อนที่จะกระทำความผิดอีก ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ล้วนไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการรับฟัง ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษถึงจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โดยปรับบทความผิดและบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่แก้ไขใหม่ โดยมิได้พิพากษาแก้ไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ยังไม่ถูกต้อง แม้คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จะยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้”
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
( เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - วิชัย วิวิตเสวี - สำรวจ อุดมทวี )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1317/2547
ป.อ. มาตรา 3, 56, 76, 78
ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 76 หนึ่งในสามนั้นเป็นการใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 และเป็นการแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยวางโทษจำคุกก่อนลดมาตราส่วนโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี อันเป็นโทษขั้นต่ำของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตรงตามดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่ลงโทษตามขั้นต่ำของกฎหมายก่อนมีการแก้ไข และลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 76 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี 4 เดือน นั้นถูกต้องแล้ว
จำเลยอายุ 19 ปี กำลังศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จำเลยไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดกับไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และถูกขังในระหว่างฎีกา ทำให้หลาบจำบ้างแล้ว ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนเพียง 4 เม็ด ถือว่ามีจำนวนเล็กน้อย เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป สมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 5 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม จำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม จำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน นั้น เป็นการใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และเป็นการแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน นั้น เป็นการวางโทษจำคุกก่อนลดมาตราส่วนโทษ จำคุกกระทงละ 4 ปี อันเป็นโทษขั้นต่ำของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และตรงตามดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่ลงโทษตามขั้นต่ำของกฎหมายก่อนมีการแก้ไข ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม คงจำคุกระทงละ 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี 4 เดือน นั้น ถูกต้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง จำเลยอายุ 19 ปี กำลังศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่โรงเรียน ท. จำเลยไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดกับไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยถูกขังในระหว่างฎีกามาตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2546 แล้ว ทำให้จำเลยหลาบจำได้บ้างแล้ว ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนเพียง 4 เม็ด ถือได้ว่ามีจำนวนเล็กน้อย เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป สมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย และเพื่อให้จำเลยได้รู้สำนึกในผลแห่งการกระทำของตนและไม่หวนกลับมากระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติไว้ด้วย”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งโดยลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสามแล้ว ปรับกระทงละ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
( พีรพล จันทร์สว่าง - สมชัย จึงประเสริฐ - บุญรอด ตันประเสริฐ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2548
ป.อ. มาตรา 56, 58
ป.อ. มาตรา 56 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้นั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ดังนั้น เมื่อจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้ว ก็ไม่อาจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้อีก โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยได้รับโทษมาแล้วเพียงใด
ป.อ. มาตรา 58 บัญญัติว่า “...ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิด... และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลัง... บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลัง...” ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ แม้จำเลยจะรับโทษปรับ หรือถูกกักขังแทนค่าปรับ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้วก็ตาม
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนำโทษที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 930/2544 และ 1713/2544 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษในคดีนี้
จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี ปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 930/2544 และ 1713/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน โดยไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องถูกขังในระหว่างพิจารณาทั้งในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา จึงถือว่าจำเลยได้รับโทษมาบ้างแล้วพอสมควรที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้นั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ดังนั้น เมื่อจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้ว ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณารอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้อีก ไม่ว่าจำเลยจะได้รับโทษมาบ้างแล้วแค่ไหนเพียงใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยและจำเลยต้องโทษกักขังแทนค่าปรับครบถ้วน รวมทั้งจำเลยได้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมครบถ้วนตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่ศาลกำหนด จึงถือว่าจำเลยได้รับโทษครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ควรนำโทษจำคุกในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้อีกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติว่า “...ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิด... และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลัง... บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลัง...” ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้ด้วยเหตุดังวินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ แม้จำเลยจะรับโทษปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับครบถ้วนแล้วหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติครบถ้วนแล้วก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน
( โนรี จันทร์ทร - จิระ โชติพงศ์ - ธนพจน์ อารยลักษณ์ )

