ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย

 

เรื่องที่ 15-1      นักโทษต่างแดน คดียาเสพติด ตัดสินแล้ว ขอกลับไปรับโทษต่อยังประเทศตนได้ไหม
(Phuket criminal case - Prisoners transfer)

               

                    วันนี้ 25 กรกฎาคม 2556 Thai Law Consult ได้รับอีเมล์จากนักเรียนนอกท่านหนึ่ง ท่านถามว่า "นักโทษต่างแดน คดียาเสพติด ตัดสินแล้ว ขอกลับไปรับโทษต่อยังประเทศตนได้ไหม" พี่ตุ๊กตา และ 7 ทนาย ThaiLawConsult เห็นว่าคำถามนี้สำคัญ จึงเรียบเรียงนำเสนอเป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน

(พอดีทนายติดว่าความ จึงพิมพ์ไม่ทัน อดใจรออีกนิดนะคะ)

                   พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร และทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64, ทนายศักดิ์ชาย ทุ่งโชคชัย น.บ.ท.59 (พี่ชายน้อย) ได้สืบค้นข้อมูล ข้อกฎหมายเบื้องต้นที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ทมีดังนี้

1.   การโอนตัวนักโทษ คืออะไร - เว็บไซด์ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ (สฝคป.) ให้ข้อมูลดังนี้

การโอนตัวนักโทษ คือ การที่นักโทษในประเทศหนึ่งถูกย้ายไปรับโทษจำคุกในประเทศที่ตนมีสัญชาติ โดยรัฐบาลของประเทศผู้โอน รัฐบาลแห่งประเทศผู้รับโอน และนักโทษที่ได้รับโอนต่างก็จะต้องเห็นชอบหลักการนี้ แต่การโอนตัวนักโทษจะกระทำได้ต่อเมื่อมีสนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษต่อกัน เพราะเป็นหลักการพิเศษซึ่งไม่อาจใช้ถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศแต่ละประเทศ ต่างก็มีผลประโยชน์ส่วนได้เสียในการดูแลประชาชนของตนที่ต้องไม่จำคุกในต่างประเทศ โดยมนุษยธรรมแล้วประเทศผู้เป็นเจ้าของสัญชาติที่จะต้องดำเนินการดูแลช่วยเหลือคนในรัฐของตนให้กลับมารับโทษในรัฐของตน อาจทำให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาสปรับปรุงตนเองในสภาพที่คุ้นเคย วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี แต่การโอนตัวนักโทษจะต้องเป็นไปตามความสมัครใจของตัวนักโทษเป็นสำคัญ คือ ถ้านักโทษไม่ยินยอมการโอนตัวนักโทษก็จะไม่สามารถโอนตัวได้ และการโอนตัวนักโทษจะต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างประเทศผู้โอนกับประเทศผู้รับโอน จึงจะต้องมีการทำสนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างกัน ประเทศไทยมี พ.ร.บ. การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527 เป็นกฎหมายหลัก หลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2530) ประเทศไทยได้มีการทำสนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษกับต่างประเทศทั้งหมด 21 ประเทศ ตามหลักพระราชบัญญัติดังกล่าวจะศึกษาจุดมุ่งหมายการโอนตัวนักโทษ หลักเกณฑ์ในการโอนตัวนักโทษ คณะกรรมการพิจารณาการโอนตัวนักโทษ หลักความผิดทั้งสองประเทศ (Double Criminality) การปรับโทษในกรณีโทษหรือเงื่อนไขการรับโทษตามกฎหมายของรัฐผู้โอนไม่ตรงกับรัฐผู้โอน การโอนตัวนักโทษต่างประเทศ การโอนตัวนักโทษไทย การดำเนินการรับมอบและส่งตัวนักโทษ ค่าใช้จ่ายในการโอนตัวนักโทษ และการหลบหนีการควบคุมตัว สรุปได้ว่า หลักการโอนตัวนักโทษที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติฯ เป็นการกำหนดหลักการทั้ง 2 กรณี คือ การโอนตัวนักโทษต่างประเทศไปยังประเทศที่นักโทษมีสัญชาติ และโอนตัวนักโทษไทยกลับมารับโทษต่อในราชอาณาจักร ส่วนเงื่อนไขและรายละเอียดบางประการจะต้องพิจารณาจากสนธิสัญญาที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศต่าง ๆ ฉะนั้นหากตัวผู้กระทำความผิดหรือญาติพี่น้องต้องการให้นักโทษคนนั้นมาจำคุกในประเทศไทยแทนก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก พระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2530) เป็นหลักเพราะในพ.ร.บ. นี้จะระบุประเทศที่สามารถโอนตัวนักโทษไว้ด้วย

2.   หลักกฎหมายบางมาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

พ.ร.บ. การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527

:: หมวด 1 บททั่วไป 
  มาตรา 6  การโอนนักโทษไทยในต่างประเทศเพื่อมารับโทษต่อใน ราชอาณาจักร หรือการโอนนักโทษต่างประเทศในราชอาณาจักรเพื่อไป รับโทษต่อในต่างประเทศ ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 
Description: http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif (1) ประเทศผู้โอนและประเทศผู้รับโอนจะต้องมีสนธิสัญญาระหว่างกัน ในเรื่องความร่วมมือในการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาคดีอาญา 
Description: http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif (2) การโอนนักโทษจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้โอนกับ ประเทศผู้รับโอน และนักโทษซึ่งจะได้รับการโอน 
Description: http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif (3) ความผิดที่นักโทษไทยหรือนักโทษต่างประเทศได้รับโทษอยู่ต้อง เป็นความผิดที่มีโทษฐานใดฐานหนึ่งตามกฎหมายของประเทศผู้รับโอน 
Description: http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif (4) นักโทษซึ่งจะได้รับการโอนต้องไม่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดี อาญาในความผิดอื่นหรืออยู่ในระหว่างการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณา ใหม่ในประเทศผู้โอน 
Description: http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif (5) การโอนนักโทษจะทำให้เกิดผลดีหรือเป็นประโยชน์แก่นักโทษผู้นั้น 
Description: http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif (6) การโอนนักโทษจะมีผลกระทบต่อปัญหาอาชญากรรมและความรู้สึก ของประชาชนในประเทศผู้โอนและประเทศผู้รับโอนเพียงใดหรือไม่ เมื่อ คำนึงถึงลักษณะและความรุนแรงของการกระทำความผิด 
 ความใน (3) มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สนธิสัญญาระหว่างประเทศผู้โอน และประเทศผู้รับโอนมิได้กำหนดข้อความดังกล่าวไว้ หรือมีเงื่อนไข กำหนดไว้เป็นประการอื่น 
  มาตรา 7  บรรดาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการโอนนักโทษ  ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 
  มาตรา 8  การโอนนักโทษตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการตัดสิทธิ ที่นักโทษนั้นจะพึงได้รับผลจากการอภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบา  และลดโทษโดยประเทศผู้โอนภายหลังการโอน 

:: หมวด 4  การโอนนักโทษต่างประเทศ 
  มาตรา 23  การยื่นคำขอโอนนักโทษต่างประเทศเพื่อไปรับโทษต่อ ในประเทศผู้รับโอน ให้ประเทศที่ประสงค์จะรับโอนยื่นคำขอผ่านวิถีทาง การทูตตามแบบวิธีการและเอกสารหลักฐานที่คณะกรรมการกำหนด ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กระทรวงการต่างประเทศ 
  มาตรา 24  เมื่อได้รับคำขอพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานครบถ้วนแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาส่งคำขอและเอกสารหลักฐานดังกล่าวต่อ เลขานุการคณะกรรมการเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา 

มาตรา 25  การโอนนักโทษต่างประเทศจะกระทำมิได้ในกรณีใด กรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) เมื่อโทษที่นักโทษต่างประเทศได้รับอยู่ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เป็นโทษฐานกระทำความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี  พระราชโอรสและพระราชธิดา ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายใน ราชอาณาจักร ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร  หรือความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสมบัติที่มีค่าทาง ศิลปะของชาติ 

(2) (ก) นักโทษต่างประเทศได้รับโทษจำคุกในราชอาณาจักรแล้ว ไม่ถึง 1 ใน 3 ของโทษจำคุกทั้งสิ้นตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง  หรือไม่ถึงสี่ปีสุดแต่ระยะเวลาใดจะน้อยกว่า 
     (ข) นักโทษต่างประเทศได้รับโทษจำคุกในราชอาณาจักรแล้ว ไม่ถึง 8 ปี ในกรณีที่เป็นความผิดฐานผลิต จำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมาย ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ลงโทษ จำคุกตลอดชีวิต 

(3) เมื่อโทษจำคุกที่นักโทษต่างประเทศจะต้องรับต่อไปใน ราชอาณาจักรเหลืออยู่น้อยกว่า 1 ปีของโทษจำคุกทั้งสิ้นตาม คำพิพากษาหรือคำสั่ง 

 

  มาตรา 26  คณะกรรมการอาจพิจารณาไม่อนุญาตให้โอนนักโทษ ต่างประเทศ ถ้าเห็นว่าการโอนนั้นจะมีผลกระทบกระเทือนต่อ ความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักรหรือต่อความ สงบเรียบร้อยของประชาชน 
  มาตรา 27  ในกรณีที่นักโทษต่างประเทศผู้ใดมีหน้าที่ต้องชำระ ค่าปรับคืนทรัพย์สินหรือชดใช้ราคาหรือค่าเสียหายตามคำพิพากษา ในคดีอาญา หรือคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ  นักโทษต่างประเทศ ผู้นั้นจะต้องทำการชำระคืน หรือชดใช้ดังกล่าว ให้เสร็จสิ้นก่อนที่ คณะกรรมการจะมีคำสั่งเห็นชอบในการโอน 
  มาตรา 28  ให้คณะกรรมการมีคำสั่งให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในการโอนนักโทษต่างประเทศ และให้แจ้งคำสั่งนั้นให้ประเทศผู้รับ โอนทราบโดยผ่านกระทรวงการต่างประเทศ 
 คำสั่งของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด และให้ถือว่าคำสั่งเห็นชอบของ คณะกรรมการเป็นหลักฐานในการโอนนักโทษต่างประเทศไปยังประเทศ ผู้รับโอน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52, 53 และ 78

มาตรา 52 ในการลดโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลด มาตรา ส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ลดดังต่อไปนี้
(1) ถ้าจะลดหนึ่งในสามให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
(2) ถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษ จำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี

มาตรา 53 ในการลดโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลด มาตรา ส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นโทษจำคุกห้าสิบปี

มาตรา 78 เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่มหรือการลดโทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมาย อื่นแล้วหรือไม่ ถ้าศาลเห็นสมควร จะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษ ที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้

เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้โฉดเขลาเบา ปัญญาตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาแต่ก่อน รู้สึก ความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ลุแก่โทษต่อ เจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นผลประโยชนแก่การพิจารณา หรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน 

 

3.    บทความจากเว็บไซด์อาจารย์แหวว พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร (www.archanwell.org) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่เนติบัณฑิตยสภา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๐๓/๒๕๓๙ การขอลดโทษโดยอ้างสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศ

โดย นันทวัน เจริญชาศรี และพันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา  สายสุนทร

ใน :คำพิพากษาศาลฎีกา พ..๒๕๓๙ เล่มที่ ๑๒สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการกระทรวงยุติธรรม.๘ ๒๐.

--------------

ข้อเท็จจริง

----------------

อัยการฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ..๒๕๓๗ เวลากลางคืนหลังเที่ยง นางสาวลิซา เบอเนทท์ เทเลอร์ มีเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท ๑ จำนวน ๑ ถุง น้ำหนัก ๔,๔๕๒ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และนางสาวลิซา เบอเนทท์ เทเลอร์ ได้พยายามส่งเฮโรอีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อจำหน่าย เหตุเกิดที่แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเฮโรอีนและกระเป๋าอ่อน ๑ ใบ ที่นางสาวลิซาใช้ซุกซ่อนเฮโรอีนพร้อมกระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอเมริกา บัตรที่นั่งบนเครื่องบิน บัตรตรวจคนเข้าเมืองขาออก ป้ายผูกติดกระเป๋าและพวงกุญแจ เป็นของกลาง จึงขอให้ศาลลงโทษตาม พ...ยาเสพติด พ..๒๕๒๒ มาตรา ๔๑๕, ๖๕๖๖๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘๐ พ...มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ..๒๕๓๔ มาตรา ๓๗ ริบเฮโรอีนและกระเป๋าทรงอ่อนของกลาง ส่วนกระเป๋าเดินทาง หนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอเมริกา บัตรที่นั่งบนเครื่องบิน บัตรตรวจคนเข้าเมืองขาออก ป้ายผูกติดกระเป๋าและพวงกุญแจ ให้คืนแก่เจ้าของ 

จำเลยให้การสารภาพ

-------------------

คำพิพากษา

-------------------

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า นางสาวลิซามีความผิดตามพ...ยาเสพติดให้โทษ    พ..๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ วรรคสองมาตรา ๖๖ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒(๒) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเฮโรอีนและกระเป๋าทรงอ่อนซึ่งใช้บรรจุเฮโรอีนของกลาง 

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ประกอบ       พ...มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ..๒๕๓๔ มาตรา ๗ ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒(คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยไม่ได้ฎีกาว่า เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ..๒๕๓๗ จำเลยมีเฮโรอีนของกลางตามฟ้องน้ำหนัก ๕,๑๕๙ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก ๔,๔๕๑ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยนำของซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าทรงอ่อนใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางนำติดตัวเตรียมเดินทางไปเมืองเอเธนส์    ประเทศกรีก เพื่อจำหน่ายปัญหามีว่า มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงโทษที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาได้หรือไม่ 

โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูมารดาที่ชราภาพมีความเจ็บป่วย กับบุตรเยาว์วัยต้องให้การศึกษา จำเลยให้การรับสารภาพ ด้วยความสำนึกผิดตลอดมา ขอความปรานีลดโทษให้จำเลยกึ่งหนี่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒(ลงโทษจำเลยเป็นตัวเลข เพื่อมีผลให้จำเลยจะได้รับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศ 

ศาลฎีกาเห็นว่า การพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ...ยาเสพติดให้โทษ พ..๒๕๒๒ จำต้องพิเคราะห็ถึงความร้ายแรงหรือโทษของยาเสพติดให้โทษว่า เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสังคมประเทศชาติ ตลอดจนพิเคราะห์ถึงปัญหาทางอาชญาวิทยาสำหรับตัวจำเลย รวมทั้งผลกระทบถึงครอบครัวจำเลยซึ่งไม่ได้กระทำผิดด้วย คดีนี้จำเลยเป็นสตรี มีการศึกษา อายุเพียง ๒๘ ปี มีมารดาและบุตรเยาว์วัยในอุปการะอยู่ต่างประเทศ จึงมีเหตุสมควรรับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษให้กลับไปรับโทษที่ประเทศของตนอันจะได้ผลต่อสภาพสังคมที่ดีกว่า ทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๒() ก็ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษเป็นตัวเลขระยะเวลาได้ 

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ได้กำหนดคิดเป็นระยะเวลา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

-----------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๐๓/๒๕๓๙

------------------------------------------------------------------------------------------------

ในอดีต แม้กรณีจะปรากฏว่า คู่ความร้องขอให้ศาลพิจารณาถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทย แต่ก็ไม่บ่อยครั้งนักที่ศาลฎีกาไทยจะยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศใช้ในการพิจารณาของศาล แต่ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ดูจะเปลี่ยนแปลงไป เราจะพบว่า ในกรณีที่คู่ความกล่าวอ้าง ศาลฎีกาไม่ลังเลที่จะหยิบยกกฎหมายระหว่างประเทศขึ้นมาในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทยแล้ว และมีหลายคดีที่กฎหมายระหว่างประเทศที่คู่ความยกขึ้นอ้างนั้นไม่ได้มีบทบัญญัติที่กำหนดต่อศาลโดยตรง 

ใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ นี้ เมื่อจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒(ลงโทษจำเลยเป็นตัวเลข เพื่อมีผลให้จำเลยจะได้รับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศ” ศาลฎีกาในคดีนี้ก็ได้ยอมรับที่จะเปลี่ยนโทษตามคำขอของจำเลยโดยแสดงเหตุผลว่า การพิพากษาลงโทษจำเลย….. มีเหตุที่สมควรรับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศให้กลับไปรับโทษที่ประเทศของตนอันจะได้ผลต่อสภาพสังคมดีกว่า….” 

ในปัจจุบัน มีสนธิสัญญาหลายฉบับที่ผูกพันประเทศไทยกับนานาประเทศในเรื่องของการแลกเปลี่ยนนักโทษ[1] กล่าวคือ สนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา พ..๒๕๒๕ สนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส พ.๒๕๒๖ สนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศไทยกับประเทศแคนาดา พ..๒๕๒๖ สนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศไทยกับประเทศสเปน พ..๒๕๒๖ สนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศไทยกับประเทศอิตาลี พ..๒๕๒๗ สนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศไทยกับประเทศโปรตุเกส พ..๒๕๒๘ และความตกลงระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา พ..๒๕๓๓ 

เพื่อให้สนธิสัญญาทั้งหมดนี้มีผลในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องออกกฎหมายอนุวัติการเพื่อให้เป็นไปตามสนธิสัญญา เนื่องจากไม่มีกฎหมายภายในของไทยฉบับใดเลยที่ให้อำนาจแก่ผู้ได้รับโทษจำคุกในประเทศไทยที่จะร้องขอไปรับโทษในประเทศอื่น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ ๙   กุมภาพันธ์ พ..๒๕๒๕ ให้ออกกฎหมายแม่บทสำหรับเรื่องการโอนและรับโอนนักโทษ โดยผลของเรื่อง จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎหมายว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาในคดีอาญา เพื่อให้เป็นกฎหมายรองรับสนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษที่ประเทศไทยมีต่อประเทศทั้งหลาย[2] ซึ่งก็คือ พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗[3] ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา(ฉบับที่ ๒..๒๕๓๐[4] กฎหมายนี้กำหนดมาตรการในการโอนตัวผู้กระทำความผิดอาญาให้ได้รับโทษต่อในประเทศที่ผู้นั้นมีสัญชาติได้ กฎหมายนี้จึงมีกฎเกณฑ์ทั้งในกรณีของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งรับโทษอยู่ในต่างประเทศเนื่องจากกระทำความผิดในต่างประเทศ และในกรณีของบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งรับโทษอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากกระทำความผิดในประเทศไทย 

ในการยอมรับให้มีการโอนนักโทษต่างประเทศในราชอาณาจักรเพื่อไปรับโทษต่อในต่างประเทศ 

ภายใต้มาตรา ๖ แห่ง พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗  เงื่อนไขในการยอมรับให้มีการโอนนักโทษต่างประเทศในราชอาณาจักรเพื่อไปรับโทษต่อในต่างประเทศ มีอยู่ ๖ ประการ กล่าวคือ

--------------------------------------------------------------------------------

(.)      ประเทศผู้โอน[5] และประเทศผู้รับโอน[6] จะต้องมีสนธิสัญญาระหว่างกันในเรื่องความร่วมมือในการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาคดีอาญา

--------------------------------------------------------------------------------

          จากการพิจารณาจากข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ ไม่มีการนำสืบว่า จำเลยมีสัญชาติของประเทศที่มีสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนนักโทษกับประเทศไทยหรือไม่ ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวเป็นเงื่อนไขของความมีผลของสนธิสัญญา ในกรณีที่จำเลยไม่มีสัญชาติของประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศกับประเทศไทย จำเลยก็จะไม่สามารถกล่าวอ้างสิทธิตามสนธิสัญญาได้เลย แต่ในกรณีที่จำเลยมีสัญชาติของประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศกับประเทศไทย จำเลยย่อมจะสามารถกล่าวอ้างสิทธิตามสนธิสัญญาได้

          แต่อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงนี้ ปรากฏมาในข้อเท็จจริงที่อัยการนำสืบต่อศาลว่า จำเลยมี หนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอเมริกา” ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จำเลยจะมีสัญชาติอเมริกัน จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อาจเป็นผู้ทรงสิทธิในการร้องขอให้มีการแลกเปลี่ยนนักโทษในเวลาต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ที่ผู้ถือหนังสือเดินทางของประเทศใดประเทศหนึ่งอาจจะไม่มีสัญชาติของประเทศนั้นๆ ก็เป็นได้ โดยทางปฏิบัติของนานารัฐ รัฐอาจออกหนังสือเดินทางให้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติของตนหากว่า บุคคลนั้นไร้สัญชาติหรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในดินแดนของตน ปัญหาที่ว่า บุคคลที่ถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีสัญชาติอเมริกันหรือไม่ จึงเป็นปัญหาที่ต้องพิสูจน์ ศาลไม่รู้เอง โดยหลักกฎหมายพยาน  เรื่องสัญชาติของจำเลยในคดีนี้น่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบ เมื่อจำเลยต้องใช้สิทธิตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษ จำเลยก็จะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความสามารถที่จะใช้สิทธิของตนต่อศาลก่อนมิใช่หรือ ?

--------------------------------------------------------------------------------

 (.)     การโอนนักโทษจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้โอน ประเทศผู้รับโอน และนักโทษซึ่งจะได้รับการโอน

--------------------------------------------------------------------------------

          ดังนั้น การโอนนักโทษจะเกิดมิได้หากไม่มีความยินยอมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ ประเทศผู้โอน ประเทศผู้รับโอน ตลอดจนตัวนักโทษเอง ดังนั้น หากประเทศเจ้าของสัญชาติของนักโทษไม่ประสงค์จะร้องขอตัวนักโทษนั้นกลับไปรับโทษต่อในประเทศของตน หรือในทางกลับกัน ประเทศไทยไม่ประสงค์จะให้นักโทษนั้นไปรับโทษต่อในต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนนักโทษก็เกิดขึ้นมิได้เช่นกัน ความเห็นพ้องต้องกันจะต้องเกิดจากทั้งประเทศไทยและประเทศเจ้าของสัญชาติของนักโทษ ตลอดจนตัวนักโทษเอง 

          จะเห็นว่า ในข้อเท็จจริงตาม ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ ก็ยังไม่ปรากฏคำร้องของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะขอให้มีการส่งตัวจำเลยกลับไปรับโทษในประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้น แม้ตามข้อเท็จจริง จำเลยจะมีสัญชาติของประเทศไทยที่มีสนธิสัญญากับประเทศไทย แต่ประเทศดังกล่าวอาจจะไม่ประสงค์จะร้องขอตัวนักโทษนั้นกลับไปรับโทษต่อในประเทศของตน ก็ได้ 

          ขอให้ตระหนักว่า หากศาลไทยยอมรับคำร้องขอของจำเลยในลักษณะที่เป็นอยู่ใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ ต่อไป ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคำพิพากษาของศาลไทยที่จะฟังคำร้องขอของจำเลยที่ขอให้ศาลสูงเปลี่ยนโทษให้น้อยลงโดยอ้างเหตุที่ อาจ ได้รับการส่งตัวไปรับโทษในต่างประเทศตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษ ศาลไทยจะยืนยันเช่นนั้นหรือ ?

--------------------------------------------------------------------------------

 (.)     ความผิดที่นักโทษต่างประเทศนั้นได้รับโทษอยู่ต้องเป็นความผิดที่มีโทษฐานใดหนึ่งตามกฎหมายของประเทศผู้รับโอน เว้นแต่ว่าสนธิสัญญาระหว่างประเทศนั้นๆ จะมิได้กำหนดข้อความดังกล่าวไว้ ก็มิให้ใช้บังคับ แต่ในกรณีที่สนธิสัญญาฯกำหนดเป็นอย่างอื่น ก็ให้เป็นไปตามนั้น

--------------------------------------------------------------------------------

ภายใต้ข้อเท็จจริงใน ฎ.๒๐๓๓/๒๕๓๙ จำเลยมีความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกประเทศเพื่อจำหน่าย จึงย่อมไม่เป็นที่สงสัยว่า ความผิดที่นักโทษต่างประเทศนั้นได้รับโทษอยู่เป็นความผิดที่มีโทษฐานใดฐานหนึ่งตามกฎหมายของประเทศผู้รับโอนอย่างแน่นอน เพราะความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกประเทศเพื่อจำหน่ายน่าจะเป็นความผิดในทุกประเทศในปัจจุบัน กล่าวคือ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นผิดทั้งในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา จึงอาจเข้าใจได้ว่า ทำไมจึงไม่ปรากฏใน ฎ.๒๐๓๓/๒๕๓๙ ว่า มีการพิสูจน์ว่า ความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกประเทศเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดตามกฎหมายอเมริกัน

--------------------------------------------------------------------------------

 (๔.)     นักโทษซึ่งจะได้รับการโอนต้องไม่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอาญาในความผิดอื่นหรืออยู่ในระหว่างการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ในประเทศผู้โอน

--------------------------------------------------------------------------------

ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ เช่นกันว่า จำเลยอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอาญาในความผิดอื่นหรืออยู่ในระหว่าวการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ในประเทศไทย ดังนั้น จึงอาจถือเอาได้ว่า จำเลยไม่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอาญาในความผิดอื่นหรืออยู่ในระหว่างการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ในประเทศไทย หากมีข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมเป็นหน้าที่ของอัยการที่จะกล่าวอ้าง กานิ่งเฉยของฝ่ายอัยการโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ต้องคำนึงว่า  ข้อเท็จจริงจะเป็นการตรงกันข้าม

--------------------------------------------------------------------------------

 (.)     การโอนนักโทษจะทำให้เกิดผลดีหรือประโยชน์แก่นักโทษผู้นั้น

--------------------------------------------------------------------------------

ปรากฏตามข้อเท็จจริงใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูมารดาที่ชราภาพมีความเจ็บป่วย กับบุตรเยาว์วัยต้องให้การศึกษา” จึงต้องการจะกลับไปรับโทษในประเทศที่ตนมีสัญชาติ

ศาลฎีกาเองก็เห็นตามที่จำเลยฎีกา จึงได้ให้เหตุผลในคำพิพากษาว่า การโอนนักโทษย่อมมีผลกระทบถึงครอบครัวจำเลยซึ่งไม่ได้กระทำผิดด้วย กล่าวคือ มารดาและบุตรเยาว์วัยในอุปการะอยู่ต่างประเทศ และจำเลยซึ่งเป็นสตรี มีการศึกษา อายุเพียง ๒๘ ปี” ในความเห็นของศาลฎีกา จึงมีเหตุสมควรรับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษให้กลับไปรับโทษที่ประเทศของตนอันจะได้ผลต่อสภาพสังคมที่ดีกว่า

--------------------------------------------------------------------------------

 (.)     การโอนนักโทษจะต้องไม่มีผลกระทบต่อปัญหาอาชญากรรมและความรู้สึกของประชาชนในประเทศผู้โอนและประเทศผู้รับโอน เมื่อคำนึงถึงลักษณะและความรุนแรงของการกระทำความผิด

--------------------------------------------------------------------------------

ไม่ปรากฏใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ ว่า อัยการได้นำสืบว่า คดีของจำเลยมีผลกระทบต่อปัญหาอาชญากรรมและความรู้สึกของประชาชนในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา” แต่ประการใด และศาลก็ไม่มีความเห็นในลักษณะนี้ จึงสรุปได้ว่า ความผิดของจำเลยไม่มีผลในลักษณะดังกล่าว

โดยสรุป ในการพิจารณาเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนนักโทษตามมาตรา ๖ แห่งพ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.๒๕๒๗ ประกอบกับข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ จำเลยน่าจะเป็นบุคคลที่อาจร้องขอให้มีการแลกเปลี่ยนนักโทษตามสนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา พ..๒๕๒๕ แต่จำเลยยังมิใช่บุคคลที่อาจได้รับสิทธิที่จะไปรับโทษในประเทศสหรัฐอเมริกาแทนในประเทศไทยตามสนธิสัญญานี้ และอาจไม่ได้รับการยอมรับให้ไปรับโทษในประเทศสหรัฐอเมริกาแทนในประเทศไทยก็ได้

--------------------------------------------------------------------------------

(๗.)      กระบวนการโอนนักโทษต่างประเทศในประเทศไทยเพื่อไปรับโทษต่อในต่างประเทศ

--------------------------------------------------------------------------------

ภายใต้มาตรา ๒๓ แห่ง พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗ ผู้ทรงสิทธิที่จะยื่นคำขอ ก็คือ ประเทศซึ่งเป็นเจ้าของสัญชาติของนักโทษนั้น ทั้งนี้ โดยผ่านวิถีทางการทูตตามแบบวิธีการและเอกสารหลักฐานที่คณะกรรมการกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กระทรวงการต่างประเทศ

จึงเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า การแลกเปลี่ยนหรือโอนตัวนักโทษนั้นเป็นนิติสัมพันธ์ในระดับรัฐ กฎหมายมิได้รับรองให้สิทธิแก่เอกชนที่จะร้องขอให้มีการโอนตัวนักโทษโดยตรง นักโทษที่ต้องการจะกลับไปรับโทษต่อในประเทศที่ตนมีสัญชาติจึงต้องร้องขอการโอนตัวนักโทษไปยังรัฐเจ้าของสัญชาติของตน และในกรณีที่รัฐนั้นเห็นชอบด้วย รัฐนั้นก็จะยื่นคำขอมายังประเทศไทย ในกรณีที่รัฐนั้นไม่เห็นชอบด้วย การโอนตัวนักโทษก็จะเกิดขึ้นมิได้เลย

เมื่อมีคำขอของรัฐต่างประเทศเพื่อขอโอนตัวนักโทษ พนักงานเจ้าหน้าที่[7]ก็จะพิจารณาส่งคำขอและเอกสารหลักฐานต่อเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาการโอนนักโทษเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา[8]

ในการพิจารณาข้อเท็จจริงใน ฎ.๒๐๓๓/๒๕๓๙ เราจะพบว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า รัฐเจ้าของสัญชาติของจำเลยได้ร้องขอโอนตัวจำเลยจากประเทศไทยแต่อย่างใด

--------------------------------------------------------------------------------

(๘.)      หลักในการพิจารณาคำขอโอนนักโทษต่างประเทศ

--------------------------------------------------------------------------------

ภายใต้มาตรา ๒๕ แห่ง พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗ การโอนนักโทษต่างประเทศจะกระทำมิได้ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

ในประการแรก การโอนนักโทษต่างประเทศจะกระทำมิได้หากโทษที่นักโทษต่างประเทศได้รับอยู่ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นโทษฐานกระทำความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส และพระราชธิดา ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรหรือความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสมบัติที่มีค่าทางศิลปะของชาติ(มาตรา ๒๕(แห่ง พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗  ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา(ฉบับที่ ๒..๒๕๓๐)

ในประการที่สอง การโอนนักโทษต่างประเทศจะกระทำมิได้หากนักโทษต่างประเทศได้รับโทษจำคุกในราชอาณาจักรแล้วไม่ถึงหนึ่งในสามของโทษจำคุกทั้งสิ้นตามคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือไม่ถึงสี่ปี สุดแต่ระยะเวลาใดจะน้อยกว่า (มาตรา ๒๕()(.) แห่ง พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.๒๕๒๗  ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา(ฉบับที่ ๒..๒๕๓๐)

ในประการที่สาม การโอนนักโทษต่างประเทศจะกระทำมิได้หากนักโทษต่างประเทศได้รับโทษจำคุกในราชอาณาจักรแล้วไม่ถึงแปดปี ในกรณีที่เป็นความผิดฐานผลิต จำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต (มาตรา ๒๕()(.) แห่ง พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.๒๕๒๗  ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา(ฉบับที่ ๒..๒๕๓๐)

ในประการสุดท้าย การโอนนักโทษต่างประเทศจะกระทำมิได้หากโทษจำคุกที่นักโทษต่างประเทศจะต้องรับต่อไปในราชอาณาจักรเหลืออยู่น้อยกว่าหนึ่งปีของโทษจำคุกทั้งสิ้นตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง  (มาตรา ๒๕(แห่ง พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗)

เมื่อมาพิจารณาข้อเท็จจริงตาม ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ จะพบข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกประเทศเพื่อจำหน่าย และศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น มาตรา ๒๕ แห่ง พ...การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗ จึงห้ามการโอนตัวจำเลยหากจำเลยยังได้รับโทษจำคุกในประเทศไทยไม่ถึงแปดปี

-------------------------------------------------------------------

 (๙.)     คำสั่งอนุญาตให้โอนตัวนักโทษต่างประเทศ

--------------------------------------------------------------------

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดข้างต้น คณะกรรมการพิจารณาการโอนนักโทษอาจพิจารณาไม่อนุญาตให้โอนนักโทษต่างประเทศ ถ้าเห็นว่า การโอนนั้นจะมีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักรหรือต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน[9] คำสั่งของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด และให้ถือว่า คำสั่งเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นหลักฐานในการโอนนักโทษต่างประเทศไปยังประเทศผู้รับโอน

จะเห็นว่า ข้อเท็จจริงใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ ก็ยังมิได้ระบุว่า ได้มีคำสั่งเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาการโอนนักโทษให้โอนตัวจำเลยไปรับโทษต่อในต่างประเทศ

ไม่เป็นที่ถกเถียงว่า ในการเปลี่ยนโทษของจำเลยใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๒(อยู่แล้ว แต่ในส่วนที่ศาลฎีกากล่าวอ้างสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มน้ำหนักของเหตุผลในการแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น มีประเด็นที่ควรจะคำนึงในที่สุด ก็คือ จำเลยเป็นหรืออาจเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศแน่แล้วหรือ ? ศาลฎีกาจะพึงพอใจเพียงแค่ความน่าเห็นใจของจำเลยในการชี้ว่า มีเหตุที่สมควรรับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศ” โดยไม่ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการโอนตัวนักโทษ” เช่นนั้นหรือ ?

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอย่างไม่ชัดเจนในคำพิพากษาศาลฎีกา(แม้จะเป็นฉบับเต็มทำให้ไม่อาจมองเห็นแนวความคิดของศาลฎีกาใน ฎ.๒๒๐๓/๒๕๓๙  ดังนั้น ในโอกาสข้างหน้า นักวิชาการก็ใคร่ขอความกรุณาต่อศาลฎีกาที่จะชี้แนวการพิจารณาประเด็นนี้ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

--------------------------------------------------------------------------------

 (๑๐.)   การยกสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศขึ้นวินิจฉัยโทษของจำเลย

--------------------------------------------------------------------------------

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต คดีของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นลงโทษจำเลยเป็นตัวเลขได้

หากข้อเท็จจริงใน ฎีกา ๒๒๐๓/๒๕๓๙ มีเพียงว่า จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาโดยอ้างว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้สูงเกินสมควรเพียงอย่างเดียว มิได้อ้างเหตุว่า เพื่อมีผลให้จำเลยจะได้รับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศ” มาด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาได้ว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษแก่จำเลยนั้นสูงเกินสมควรดังที่จำเลยฏีกาหรือไม่ หากเห็นว่าสูงเกินไปศาลฎีกาสามารถกำหนดโทษให้เบาลงได้  คือลดจากโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุกในระหว่าง ๒๕ ปีถึง ๕๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (ได้ตามที่เห็นว่าเหมาะสม

แต่ในความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเฮโรอีนนั้นมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๓/๒๕๓๘ วินิจฉัยว่า แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๒ (บัญญัติว่า ถ้าจะลดโทษประหารชีวิตลงกึ่งหนึ่งให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี ศาลอาจลงโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปีได้ แต่เมื่อเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ถึง ๗,๕๒๑ กรัม ซึ่งเป็นปริมาณสูงมาก นับเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติอย่างร้ายแรง  ที่ศาลใช้ดุลพินิจลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วกำหนดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิตนั้น เหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำผิดแล้ว” ซึ่งปริมาณเฮโรอีนใน ฎ. ๒๒๐๓/๒๕๓๙ มีปริมาณสารบริสุทธิ์หนัก ๔,๔๕๒ กรัม ก็ต้องถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมากสมควรจำคุกตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน

แต่เมื่อข้อเท็จจริงใน ฎ. ๒๒๐๓/๒๕๓๙ จำเลยฎีกาขอให้สาลฎีกาเปลี่ยนโทษให้จำเลย จากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (คงจำคุกตลอดชีวิต” เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (ลงโทษจำเลยเป็นตัวเลข” โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อมีผลให้จำเลยจะได้รับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อจำเลยอ้างเหตุเรื่องสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศเป็นเหตุขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนโทษ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะยกเรื่องสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษหรือสนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศขึ้นวินิจฉัย และน่าจะต้องวินิจฉัยเสียให้ชัดเจนว่า  จำเลยมีสัญชาติใดและประเทศที่จำเลยมีสัญชาติมีสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวนักโทษกับประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งถ้าจำเลยไม่มีสัญชาติของประเทศที่มีสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวนักโทษกับประเทศไทย ศาลฎีกาก็ต้องวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนโทษให้จำเลย เพราะจำเลยไม่สามารถที่จะร้องขอให้มีการโอนตัวนักโทษไปยังประเทศเจ้าของสัญชาติของตนได้

ส่วนในกรณีที่จำเลยมีสัญชาติของประเทศที่มีสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวนักโทษกับประเทศไทย ตามมาตรา ๖(แห่งพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗ จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้มีการโอนตัวจำเลยไปยังประเทศเจ้าของสัญชาติของตนได้ ในกรณีเช่นนี้เท่านั้นที่ศาลฎีกาน่าจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โทษจำคุกตลอดชีวิตที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะทำให้จำเลยไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้มีการโอนตัวนักโทษตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการโอนและรับโอนนักโทษระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่มีสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวนักโทษกับประเทศไทยจริงหรือไม่ ?” หากทำให้จำเลยไม่มีสิทธิหรือขาดโอกาสที่จะร้องขอให้มีการโอนตัวนักโทษตามสนธิสัญญาที่ประเทศที่จะจำเลยมีสัญชาติทำไว้กับประเทศไทย และศาลฎีกาจึงควรจะเห็นควรให้จำเลยมีโอกาสได้รับการพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยการโอนตัวนักโทษ ศาลฎีกาจึงจะวินิจฉัยเปลี่ยนโทษให้จำเลยจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก ๕๐ ปี แต่หากโทษจำคุกตลอดชีวิตที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยการโอนตัวนักโทษอยู่แล้ว ศาลฎีกาก็น่าจะต้องวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต  จำเลยก็มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโอนตัวนักโทษได้ตามมาตรา ๒๕ (แห่งพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗ อยู่แล้ว กรณีไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องเปลี่ยนโทษให้แก่จำเลยจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นลงโทษเป็นตัวเลขดังที่จำเลยฎีกา

แต่ศาลฎีกาเพียงแต่หยิบยกเรื่องสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศขึ้นกล่าวเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนโทษประกอบเหตุผลอื่นเพียงสั้นๆ ว่า กรณีมีเหตุที่จำเลยสมควรได้รับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างประเทศให้กลับไปรับโทษที่ประเทศของตน”  ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลดูเสมือนกับว่าหากศาลฎีกาไม่เปลี่ยนโทษให้จำเลยจากจำคุกตลอดชีวิตเป็น  จำคุก ๕๐ ปี แล้ว จำเลยจะไม่มีโอกาสได้รับการพิจารณาตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษเลย ซึ่งข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ ?

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฎีกา ๒๒๐๓/๒๕๓๙ จำเลยใช้หนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอเมริกา กรณีอาจเป็นได้ว่าจำเลยมีสัญชาติอเมริกัน ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกามีสนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษกับประเทศไทย คือ สนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา พ..๒๕๒๕ จำเลยจึงมีโอกาสที่จะร้องขอโอนตัวนักโทษไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาได้ แต่จะมีการโอนตัวนักโทษเกิดขึ้นหรือไม่ก็เป็นไปตามเงื่อนไขในมาตรา ๖ และมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗  ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น

--------------------------------------------------------------------------------

 (๑๑.)   การที่ศาลฎีกาเปลี่ยนโทษให้จำเลยจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก ๕๐ ปีทำให้จำเลยมีสิทธิเพิ่มขึ้นอย่างไร  ?

--------------------------------------------------------------------------------

กรณีที่จำเลยมีสิทธิขอให้โอนตัวนักโทษอยู่แล้วเพราะจำเลยมีสัญชาติของประเทศที่มี      สนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวนักโทษกับประเทศไทย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้โอนตัวนักโทษได้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ..๒๕๒๗ มาตรา ๒๕ (ได้ เมื่อจำเลยได้รับโทษจำคุกในประเทศไทยมาแล้ว ๘ ปี แต่การที่ศาลฎีกาเปลี่ยนโทษให้จำเลยจากจำคุกตลอดชีวิต ๕๐ ปีนั้น ทำให้เงื่อนไขในการโอนตัวนักโทษของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปคือ จำเลยมีสิทธิที่จะร้องขอให้โอนตัวนักโทษได้ ตามมาตรา ๒๕ (แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยได้รับโทษจำคุกในประเทศไทยเป็นเวลาเพียง ๔ ปีเท่านั้น 

นอกจากนั้น แม้ศาลจะเห็นควรให้มีการแลกเปลี่ยนนักโทษรายดังกล่าว ก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธมิได้ว่า หากฝ่ายบริหารไม่เห็นด้วย ก็คงจะไม่มีการโอนตัวนักโทษดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะกฎหมายให้อำนาจดุลยพินิจแก่ฝ่ายบริหารที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้

--------------------------------------------------------------------------------

 

4.    "การโอนนักโทษ" โดยอาจารย์ประสพสุข บุญเดช เขียนในหนังสือ ดุลพาห ฉบับ มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532

 

5.    ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม (ขอโทษนะครับ ทนายติดว่าความ พิมพ์ให้ไม่ทันนะครับ)

 

6.    ความเห็นของ 7 ทนาย Thai Law Consult

 

7.    บทสรุป

.