ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย
เรื่องที่ 19 ซื้อขายทองคำแท่ง ฉ้อโกง หรือ ผิดสัญญาทางแพ่ง หลักกฎหมาย และตัวอย่างคดี
เมื่อวานนี้ ผู้มีอันจะกิน 2 ท่าน เข้ามาเยี่ยม 7 ทนาย Thai Law Consult ซึ่งรวมตัวกันอยู่ที่ สำนักงานทนายความสมปราถน์และเพื่อน พิบูลย์คอนโดวิลล์ อาคาร 1 ชั้น 5 ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 ใกล้สี่แยกวงศ์สว่าง บางซื่อ กทม. เพื่อขอคำปรึกษา และขอให้ช่วยเหลือ ติดตามหาทางออกว่า น่าจะถูกหลอกลวง ฉ้อโกง ให้ซื้อทองคำแท่ง จากบุคคลที่เคยพบหน้าและไม่เคยพบหน้า (คนที่เคยพบหน้าแนะนำว่าน่าเชื่อถือ กำลังหาผู้ร่วมทุน ซื้อขายทองคำแท่ง จำนวนมาก) ทั้ง 2 ท่านเป็นข้าราชการบำนาญ มีเงินเก็บและปล่อยเงินกู้ ข้อมูลเบื้องต้นที่ 7 ทนาย ThaiLawConsult ได้รับมีดังนี้
1. ก่อนโอนเงิน ได้รู้จักกับคนน่าเชื่อถือ 2 ท่าน ทางโทรศัพท์ ไม่เคยพบหน้ากันเลย (รู้จักกันไม่นาน)
2. คนน่าเชื่อถือทั้ง 2 ท่าน คนที่ 1 อ้างว่าเป็นด๊อกเตอร์ อีกคนอ้างว่าเป็นผู้ประกอบการและนายหน้าค้าที่ดิน แถวเขาใหญ่และโคราช
3. ผู้มีอันจะกิน ที่เข้ามาปรึกษา 7 ทนาย ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย แต่อยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตราสูง จึงโอนเงินไปให้ผู้น่าเชื่อถือคนแรกจำนวน 100,000 บาท โดยที่ผู้น่าเชื่อถือคนที่ 2 รับรู้
4. ต่อมาผู้มีอันจะกินได้โอนเงินไปให้ผู้น่าเชื่อถือคนแรกอีก 125,000 บาท โดยหวังว่าผู้น่าเชื่อถือจะส่งมอบสินค้าทองคำแท่งล็อตแรกให้ แล้วจะเซ็นต์สัญญาซื้อขายทองคำแท่งกัน
5. ทีม 7 ทนาย Thai Law Consult ได้เห็นสำเนาต้นร่าง หนังสือสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง ซึ่งมีข้อความดังนี้
- ทองคำแท่งบริสุทธิ์ 99.99% ราคากิโลกรัมละ 900,000 บาท
- สินค้าทองคำแท่งที่ตกลงจำนวน 25 กิโลกรัม รวมราคาซื้อขาย 22,500,000 บาท
- ลูกค้าขอซื้อในราคาต้นทุน โดยวางเงินค้ำประกันให้กับตัวแทนของผู้ค้าจำนวน 1% เป็นเงิน 225,000 บาท
- การรับสินค้าทองคำแท่ง หลังจากลูกค้าชำระเงินจำนวน 1% ของราคาสินค้า
- ลูกค้าจะต้องชำระส่วนที่เหลือ 22,275,000 ภายใน 30 วัน หลังจากวันรับสินค้า
- ลูกค้าจะต้องส่งหลักฐาน การส่งเงินค้ำประกันสินค้า มาพร้อมสัญญาฉบับนี้ ให้แก่ผู้น่าเชื่อถือ
- ลูกค้ากับผู้ค้าตกลงสิ้นสุดการซื้อขายทองคำแท่งโดยจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร จึงทำหนังสือไว้เป็นหลักฐานประกอบการซื้อขายทองคำแท่ง
6. ในเอกสารต้นร่าง สัญญาซื้อขายอีกฉบับหนึ่ง มีข้อความแตกต่างออกไปว่า "ลูกค้าได้วางเงินค้ำประกันไว้กับตัวแทนของผู้ค้าจำนวน 200,000 บาท ในกรณีที่ลูกค้าไม่สามารถส่งมอบหรือรับทองคำได้ตามกำหนด ผู้ค้าจะริบเงินค้ำประกันดังกล่าว....ผู้ค้าจะคืนเงินค้ำประกันให้ลูกค้า เมื่อผู้ค้ากับลูกค้าตกลงสิ้นสุดการซื้อขาย, ขายทองคำแท่ง โดยจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร"
7. ทีมทนาย ThaiLawConsult มีข้อสังเกตดังนี้
7.1 เมื่อค้นใน google พบชื่อผู้น่าเชื่อถือ เป็นด๊อกเตอร์จริง (ด๊อกเตอร์คนนี้ รู้เรื่องนี้หรือไม่ หรือเป็นไปได้ไหมว่า ด๊อกเตอร์คนนี้ถูกแอบอ้าง)
7.2 ตามหลักฐานสลิปการโอนเงิน 2 ครั้ง จำนวน 225,000 บาท ผู้รับคือผู้น่าเชื่อถือที่เป็นด๊อกเตอร์ ปัญหาว่า ผู้รับเงินตัวจริงคือด๊อกเตอร์ท่านนี้หรือไม่
8. มีข้อกฎหมาย เรื่อง ฉ้อโกง ดังนี้
ป.อ. มาตรา 341 "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอก ลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สามหรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
และข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังนี้
8.1 เมื่อโอนเงินครบ 2 ครั้ง ผู้มีอันจะกินทั้ง 2 ท่าน ไม่ได้รับสินค้า เมื่อติดต่อทวงถามด๊อกเตอร์ผู้น่าเชื่อถือไม่รับโทรศัพท์ และต่อมาปิดโทรศัพท์ ติดต่อไม่ได้
8.2 ผู้มีอันจะกิน มีบ้านอยู่ใน กทม. แต่ผู้น่าเชื่อถือรวมทั้งด๊อกเตอร์มีที่อยู่เขาใหญ่และโคราช การทวงถามทันที หรือไปเยี่ยมไปหา ต้องใช้เวลาและความพยายาม
8.3 สัญญาซื้อขายฯ ยังไม่มีฝ่ายใดลงนาม
8.4 พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร และ ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 ได้โทรสอบถามผู้น่าเชื่อถืออีกคนที่ไม่ใช่ด๊อกเตอร์ ได้ข้อมูลว่า ตนไม่ใช่เลขาของด๊อกเตอร์ ครั้งนี้ตนไม่รู้เรื่องเลย ผู้มีอันจะกินทั้ง 2 คน โทรมาขอเบอร์โทรศัพท์ของด๊อกเตอร์ และน่าจะทำสัญญาซื้อขายกับด๊อกเตอร์เอง ตนไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย และด่าว่า ผู้มีอันจะกินทั้ง 2 โลภ และนำความยุ่งยากมาให้ตน ดึกดื่นเที่ยง เช้ามืด ก็โทรรบกวนการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เพราะเอาแต่ติดตามทวงถามเรื่องการส่งมอบสินค้า น่ารำคาญมาก
8.5 แต่น่าสังเกตว่า ในร่างสัญญาฉบับหนึ่ง มีข้อความว่า "นายผู้น่าเชื่อถือคนที่ 2 อยู่บ้านเลขที่ ... เขตลาดกระบัง กทม. เรียกว่า ตัวแทนผู้ค้า"
9. ผู้มีอันจะกินทั้ง 2 ขอให้ 7 ทนาย Thai Law Consult ช่วยติดตามและดำเนินคดีกับผู้น่าเชื่อถือทั้ง 2 คน
10. ทีมทนาย ThaiLawConsult มีความคิดเห็นเบื้องต้นดังนี้
10.1 ทนายอาวุโส เห็นว่า กรณีนี้ต้องพิจารณาว่า เป็นเรื่องฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดอาญา หรือ ผิดสัญญาทางแพ่งกันแน่ เพราะ ป.อ. มาตรา 341 ฉ้อโกงต้องได้ความว่า ผู้ฉ้อโกงต้องมีเจตนาทุจริตมาแต่ต้น หวังประโยชน์ในทางทรัพย์สินจากผู้ถูกฉ้อโกง โดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า มีทองคำแท่งอยู่จริง และสามารถส่งมอบให้ได้ ไม่ใช่ ไม่มีทองคำแท่งหรือไม่เคยค้าทองคำเลย แต่บอกว่ามีทองคำ หรือเคยค้าทองคำ
10.2 ทนายพี่ตุ๊กตา เปิดหนังสืออาญาพิศดาร เล่ม 2 ของอาจารย์วิเชียร แล้วให้ความคิดเห็นว่า
ความผิดฐานฉ้อโกง กับการผิดสัญญาในทางแพ่ง มีหลักการดังนี้
การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ในความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ถ้าเป็นการแสดงข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงเห็นชัดว่าเป็นการหลอกลวงหรือไม่ เช่น ผู้ขายที่ดินทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ โดยอ้างว่าที่ดินที่จะขายนั้นเป็นของตน ซึ่งเป็นเท็จ แต่ความจริงเป็นที่ดินของผู้อื่น ย่อมแสดงว่า ผู้ขายหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อ จึงเข้าทำสัญญาซื้อขายด้วย (ฎีกาที่ 1125/2527 ตัวแทนสุรา และ 259-260/2488 เสกธนบัตรเป็น 2 ใบ)
แต่ถ้าข้อความที่แสดงนั้น เป็นข้อตกลงตามสัญญาหรือคำรับรองว่าจะกระทำการใดในอนาคต แล้วต่อมาผิดสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามคำรับรองนั้น จะถือว่าเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จไม่ได้ คงเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง (ฎีกาที่ 151-152/2537)
10.3 ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ ให้ความเห็นดังนี้ ความผิดฐานฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 มีองค์ประกอบดังนี้ (1) โดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง (2) โดยการหลอกลวงเช่นว่านั้น ได้ทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ
ทนายน้อย มีความเห็นว่า ผู้มีอันจะกินทั้ง 2 โอนเงินเข้าบัญชี ผู้น่าเชื่อถือคนที่ 1 ที่เป็นด๊อกเตอร์แล้ว แต่ด๊อกเตอร์ไม่ส่งมอบสินค้าให้ตามนัด และมีพฤติการณ์หลบเลี่ยงการติดต่อ น่าจะมีปัญหาแล้ว ผมจะไปคัดทะเบียนราษฎร์ของผู้น่าเชื่อถือทั้ง 2 คน และจะค้นอินเตอร์เน็ตว่า มีข้อมูลการหลอกลวงค้าขายทองคำแท่งแบบนี้บ้างหรือไม่ ผมอยากให้พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร ช่วยติดต่อคัดบัญชีธนาคารของผู้น่าเชื่อถือที่เป็นด๊อกเตอร์ว่าได้เบิกเงินไปใช้หรือยัง และชื่อตามบัญชีเป็นคนเดียวกับด๊อกเตอร์หรือไม่
10.4 ทนายศักดิ์ชาย ทุ่งโชคชัย น.บ.ท. 59 (พี่ชายน้อย) บอกว่า ให้ผู้มีอันจะกินพยายามติดต่อและหาข้อมูลเพิ่มเติม เตรียมดำเนินคดีกับทั้ง 2 คน ถ้าฟ้องคดีเอง รับรองว่า ได้เงินคืนแน่นอน แต่ต้องฟ้องภายในอายุความ และต้องดูเขตอำนาจศาลที่พิจารณาคดีด้วย
10.5 ทนายอู๋ อุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย น.บ.ท.64 เห็นว่า เรื่องนี้น่าสนใจควรเผยแพร่เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน โดยต้องนำฎีกาดังนี้มาเผยแพร่ด้วย
ฎีกาที่ 3074/2539 คำยืนยันถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่คำหลอกลวง แม้จะมีการทำพิธีเพื่อเสริมดวงให้ด้วย ก็ไม่เป็นความผิดฐานหลอกลวง
ฎีกาที่ 259-260/2488 จำเลยอ้างว่า สามารถทำธนบัตรให้เป็น 2 ฉบับได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงนำธนบัตรมามอบให้จำเลยทำพิธี แล้วจำเลยเอาธนบัตรของผู้เสียหายไป เป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ฎีกาที่ 1125/2527 จำเลยนำความเท็จมาอวดอ้างแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยกับพวกสามารถติดต่อบริษัทสุรามหาราษฎร์จำกัด ให้แต่งตั้งผู้เสียหายเป็นตัวแทนจำหน่ายสุราได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากจำเลยไม่มีอำนาจ หน้าที่ที่จะทำได้ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะหลอกลวงเอาทรัพย์สิน แม้ผู้เสียหายจะไม่ส่งมอบให้ตามที่จำเลยหลอกลวง การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกงผู้เสียหาย
10.6 พี่ตุ๊กตา ให้ข้อสังเกตว่า หากมีข้อสัญญาว่า จำเลยได้รับค่าตอบแทน ต่อเมื่อผู้เสียหายได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนแล้ว ดังนี้ ไม่ผิดฐานฉ้อโกง ตามฎีกาที่ 2922/2524
10.7 พี่ตุ๊กตา ตั้งข้อสังเกตว่า ฎีกาที่ 633/2546 ฎีกาซื้อขายผ้า - จำเลยไม่มีเจตนาจะซื้อสินค้าอย่างแท้จริง แต่ได้วางแผนอย่างเป็นขั้นตอนว่าจะซื้อสินค้า โดยไม่มีเจตนาจะใช้ราคาให้ผู้เสียหาย ผิดฐานฉ้อโกง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2527
ป.อ. มาตรา 80, 341
การที่จำเลยนำความเท็จมาอวดอ้างแก่ผู้เสียหายว่าจำเลยและพวก สามารถติดต่อกับบริษัทสุรามหาราษฎร จำกัด ให้แต่งตั้งผู้เสียหาย เป็นตัวแทนจำหน่ายสุราแม่โขงซึ่งไม่เป็นความจริงโดยจำเลย มีเจตนาทุจริตที่จะหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายแม้ผู้เสียหาย จะไม่ส่งมอบทรัพย์ให้ตามที่จำเลยหลอกลวงการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกงผู้เสียหายแล้ว
________________________________
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้หลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยและพวกเป็นตัวแทนภาคของบริษัทสุรามหาราษฎร จำกัด ซึ่งจำเลยสามารถจัดการให้ผู้เสียหายเป็นตัวแทนจำหน่ายสุราแม่โขง ประจำจังหวัดกาญจนบุรีได้โดยผู้เสียหายต้องจ่ายเงิน 8,000,000 บาทให้จำเลยผู้เสียหายหลงเชื่อจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป 1,000,000 บาท ซึ่งความจริงจำเลยและพวกมิได้เป็นตัวแทนภาคและไม่สามารถจัดการให้ผู้เสียหายเป็นตัวแทนจำหน่ายสุราแม่โขงแต่ประการใด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 341 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,000,000 บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 83 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,000,000 บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยและพวกนำความเท็จมาอวดอ้างแก่ผู้เสียหายว่าจำเลยและพวกสามารถติดต่อกับบริษัทสุรามหาราษฎร จำกัด ให้แต่งตั้งผู้เสียหายเป็นตัวแทนจำหน่ายสุราแม่โขงได้ซึ่งไม่เป็นความจริงเนื่องจากจำเลยและพวกไม่มีหน้าที่ที่จะกระทำได้ทั้งนี้ก็โดยจำเลยและพวกมีเจตนาทุจริตที่จะหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะไม่ส่งมอบทรัพย์ให้จำเลยตามที่จำเลยและพวกหลอกลวงก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกงผู้เสียหาย
พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 80 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ส่วนคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้ยก
( สำเนียง ด้วงมหาสอน - สนิท อังศุสิงห์ - ดำริ ศุภพิโรจน์ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2546
ป.อ. มาตรา 83, 341
ป.วิ.อ. มาตรา 192
จำเลยทั้งสามกับ ย. ทำทีขอซื้อผ้าจากโจทก์ร่วม โดยหลอกให้โจทก์ร่วมขนผ้าขึ้นรถแล้วบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ตามไปเก็บจาก ย. เมื่อบุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ภริยาของโจทก์ร่วมเข้าไปดูแลบุตรสาวภายในร้าน จำเลยทั้งสามกับ ย. ก็พากันนำรถบรรทุกผ้าออกไปจากร้านทันที จำเลยทั้งสามกับย. มีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจะซื้อผ้ามาแต่ต้นด้วยการวางแผนการเป็นขั้นตอนและไม่มีเจตนาจะใช้ราคาผ้าเลย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83 มิใช่ลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามมาตรา 192 วรรคสาม
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2540 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามกับพวกที่ยังหลบหนีร่วมกันลักเอาผ้าสปันสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าจำนวน 84 ม้วน ราคารวม 119,430บาท ของนายประเสริฐ ศักดิราชไพจิตร ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้รถยนต์ปิกอัพ เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 83 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 118,430 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณานายประเสริฐ ศักดิราชไพจิตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคแรก, 83 ให้จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาทรัพย์รวม118,430 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามและนางยุพา ไชยสวัสดิ์ ได้มาที่ร้านขายผ้าของโจทก์ร่วมพูดขอซื้อผ้าและขนผ้าของโจทก์ร่วมขึ้นรถยนต์ปิกอัพไปจำนวน 84 ม้วนราคารวม 119,430 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางพรสุดาศักดิราชไพจิตร ภริยาของโจทก์ร่วมเบิกความว่า นางยุพามาที่ร้านของโจทก์ร่วมพร้อมกับจำเลยทั้งสาม โดยนางยุพาบอกว่าได้รับคำแนะนำจากนางสายสวาทจะซื้อผ้าไปตัดเสื้อผ้าขาย นางยุพาเป็นผู้ลงทุน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายขายและฝ่ายการผลิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนางยุพาเลือกผ้าได้ 84 ม้วน จำเลยที่ 3 จึงได้ไปถอยรถยนต์ปิกอัพเข้ามาในร้าน และช่วยกันขนผ้าขึ้นรถ โดยขณะนั้นนางพรสุดาได้ตรวจเช็กผ้าส่วนโจทก์ร่วมขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ในการซื้อขายผ้าจำเลยทั้งสามบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน20,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ไปเก็บจากนางยุพา ขณะขนผ้าขึ้นรถนางพรสุดากำลังเขียนใบส่งของชั่วคราวว่าจำเลยทั้งสามจะจ่ายเงินให้ 20,000 บาท และได้ส่งใบส่งของชั่วคราว และเครื่องคิดเลขให้นางยุพาตรวจสอบ ปรากฏว่าขณะนั้นบุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ นางพรสุดาจึงเข้าไปดูแลบุตรประมาณ 5 นาที ก็มีเพื่อนบ้านมาบอกว่าคนที่มาซื้อผ้าขับรถออกไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนางพรสุดาเบิกความได้สอดคล้องต้องกันและมีเหตุผลเชื่อมโยงกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เหตุที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพามาซื้อผ้าจากโจทก์ร่วมนั้นน่าจะเป็นการใช้อุบายซึ่งเกิดจากการวางแผนการกันมาก่อน เพราะปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามและนางยุพารู้จักกันมาก่อนจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสามอยู่หมู่บ้านเดียวกัน จำเลยทั้งสามมาด้วยกัน โดยอ้างว่านางยุพาชวนจำเลยที่ 1 มาซื้อผ้าตัดเสื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 พานางยุพาไปเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 2 แต่รถยนต์ของจำเลยที่ 2 เสีย จำเลยที่ 2จึงแนะนำให้ไปเช่ารถยนต์ของจำเลยที่ 3 ในราคา 700 บาท จำเลยที่ 3 จึงติดต่อขอเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ กันขัด นายประพันธ์ตกลงให้เช่า จึงให้จำเลยที่ 3 ขับรถมา จำเลยที่ 2 มาด้วยเพราะจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ในเมืองไม่ถนัด จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์มาตามถนนหลวงจนถึงจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 จึงขับรถยนต์ไปบ้านของโจทก์ร่วม เห็นว่า จำเลยทั้งสามเบิกความถึงเรื่องการติดต่อเช่ารถยนต์เป็นพิรุธ จำเลยที่ 1 เบิกความว่านางยุพาติดต่อขอเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 3 ในราคา 700 บาท แล้วจำเลยที่ 3 จึงติดต่อนายประพันธ์ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า นางยุพามาติดต่อขอเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 2 ในราคา 700 บาท จำเลยที่ 2 จึงไปติดต่อจำเลยที่ 3 ให้ไปสอบถามนายประพันธ์จำเลยที่ 3จึงไปติดต่อเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนางยุพามาพบจำเลยที่ 3 ให้ไปติดต่อขอเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ในราคา 700 บาท ส่วนนายประพันธ์พยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่าจำเลยที่ 3 มาขอเช่ารถยนต์เป็นเงิน 500 บาท ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการเช่ารถยนต์กันจริง รถยนต์คันดังกล่าวนายประพันธ์ก็มิได้เป็นผู้ขับกลับปล่อยให้จำเลยที่ 3 ขับมา และเหตุใดจำเลยที่ 2 จึงมิได้ขับรถมาแต่แรก ทั้ง ๆ ที่ขับรถเก่งกว่าจำเลยที่ 3 จึงล้วนแต่เป็นข้อพิรุธทั้งสิ้น ประกอบกับในขณะที่เจรจาตกลงซื้อขายผ้า ขนผ้าขึ้นรถ จำเลยทั้งสามก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลานางยุพาบอกว่านางยุพาเป็นผู้ลงทุน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายขายและฝ่ายการผลิตทำนองเป็นหุ้นส่วนกัน ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าไม่เป็นความจริง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้นำสืบปฏิเสธจำเลยทั้งสามมากับนางยุพาซึ่งอ้างว่ามาซื้อผ้า แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้เจรจาตกลงซื้อผ้ากับโจทก์ร่วมเป็นกิจจะลักษณะแต่ต้น จำเลยทั้งสามอ้างว่านางยุพาขอซื้อผ้าเป็นเงินเชื่อโดยโจทก์ร่วมขอให้นางยุพาชำระค่าผ้าเป็นเงินสดแต่นางยุพาขอต่อรองชำระราคาครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน 1 เดือน เนื่องจากราคาผ้าประมาณ 100,000 บาท แต่นางยุพามีเงินสดเพียง 20,000 บาท ส่วนที่เหลือ 30,000 บาท จะชำระในวันที่ 8 เดือนเดียวกัน ภริยาของโจทก์ร่วมจึงเขียนลงในใบส่งของชั่วคราวว่าได้ชำระเงินจำนวน 20,000 บาท ส่วนอีก 30,000 บาท ภริยาของโจทก์ร่วมจะให้โอนเข้าบัญชีเงินฝากโดยแจ้งหมายเลขบัญชีเงินฝากไว้ตามใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย ล.1 ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อถึงร้านของโจทก์ร่วม นางยุพาบอกขอซื้อด้วยเงินเชื่อ โจทก์ร่วมตกลง เมื่อขนผ้าขึ้นรถแล้วนางยุพาแจ้งว่าจะชำระเงินบางส่วนจำนวน 20,000 บาท ที่เหลือจะโอนเงินเข้าบัญชีให้นั้น เห็นว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เพราะนางยุพากับโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักหรือติดต่อค้าขายผ้ากันมาก่อนเลย ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมจะให้นางยุพาซื้อผ้ารวมราคาจำนวน119,430 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากด้วยเงินเชื่อ โดยการชำระราคาเพียง 20,000 บาท ที่เหลืออีก 99,430 บาท ยอมให้ผ่อนชำระอันเป็นเรื่องผิดปกติของการค้าขายทั่วไป ทั้งโจทก์ร่วมก็เบิกความยืนยันว่า การค้าขายผ้าจะขายเป็นเงินสด หรือให้ชำระเป็นเช็ค ไม่มีการให้เครดิตซึ่งถ้าโจทก์ร่วมรู้มาก่อนว่านางยุพาจะชำระเงินให้ 20,000 บาท โจทก์ร่วมก็คงไม่ยินยอมแน่นอน โจทก์ร่วมและนางพรสุดาภริยาของโจทก์ร่วมเบิกความถึงเหตุที่เขียนว่าจ่ายเงินสด 20,000 บาท และชื่อภริยาของโจทก์ร่วมตลอดจนเลขบัญชีของภริยาโจทก์ร่วมในเอกสารหมาย ล.1 นั้นว่าเพราะนางยุพาบอกว่าจะจ่ายเงินสดให้ก่อน20,000 บาท เมื่อนำผ้าขึ้นรถยนต์เสร็จแล้ว และเหตุที่ระบุเลขบัญชีของภริยาโจทก์ร่วมด้านหลังเอกสารหมาย ล.1 ก็เนื่องจากนางยุพาบอกว่าในการซื้อขายผ้าคราวต่อไป จะโอนเงินเข้าบัญชีของภริยาโจทก์ร่วมก่อนแล้วจะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาเลือกผ้าที่ร้านซึ่งมีเหตุผลให้รับฟังได้ การที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพานำรถบรรทุกผ้าออกไปทั้งที่ยังมิได้ชำระเงินค่าผ้าและได้นำผ้าไปขายแก่นางสายสวาททันทีที่จังหวัดลำพูนโดยนางสายสวาทพยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่านางยุพานำผ้ามาขาย ขอกำไรแค่หลาละ 1 บาท และได้แสดงเอกสารหมาย ล.1 ให้ดู พยานปากนี้เบิกความทำนองว่า ก่อนนางยุพานำผ้ามาขาย ไม่เคยมีการติดต่อกันมาก่อน แต่กลับปรากฏจากคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.3 ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกนำผ้าดังกล่าวไปขายให้นางสายสวาทในราคาเพียง 60,000 บาท ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามกับนางยุพาได้ขายผ้าในราคาถูกมากอย่างรีบร้อนอันเป็นพิรุธ และนางยุพามิได้ซื้อผ้าเพื่อมาตัดเสื้อดังคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่าวันเกิดเหตุนางยุพาชวนจำเลยที่ 1 ไปซื้อผ้าเพราะนางยุพารู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้ามีความรู้เกี่ยวกับผ้าและสี นอกจากนี้หากโจทก์ร่วมขายผ้าเป็นเงินเชื่อก็ไม่มีเหตุอันใดที่โจทก์ร่วมจะไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.3 และภาพถ่ายหมาย จ.5 ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เหตุที่ให้การรับสารภาพเพราะถูกผู้เสียหายเกลี้ยกล่อม และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การโดยไม่ได้อ่านข้อความไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งร้อยตำรวจโทวีรยุทธ สายจิตธรรม พนักงานสอบสวนก็ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1มาก่อน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนก็บันทึกไว้เช่นนั้น จึงบ่งบอกได้ว่าพนักงานสอบสวนกระทำการตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพามาด้วยกัน ขณะที่นางยุพาติดต่อขอซื้อผ้าจากโจทก์ร่วมจำเลยทั้งสามก็อยู่ด้วย และช่วยกันขนผ้าขึ้นรถ การที่จำเลยที่ 3 ขับรถบรรทุกผ้าออกไปและเอาผ้าไปขายด้วยกันเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่การที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพาใช้อุบายทำทีไปติดต่อขอซื้อผ้าจากโจทก์ร่วมทั้งที่จำเลยทั้งสามและนางยุพามิได้เตรียมเงินมาให้พร้อมจำเลยทั้งสามกับนางยุพาหลอกให้โจทก์ร่วมขนผ้าขึ้นรถที่เตรียมมาแล้วจึงบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ตามไปเก็บจากนางยุพา แต่บุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ ภริยาของโจทก์ร่วมเข้าไปดูแลบุตรสาวภายในร้าน จำเลยทั้งสามกับนางยุพาก็พากันนำรถบรรทุกผ้าออกไปจากร้านของโจทก์ร่วมทันที โดยยังมิได้ชำระเงินค่าผ้าให้แก่โจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามกับนางยุพาร่วมกันมีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสามกับนางยุพาจะซื้อผ้าจริงมาแต่ต้น ด้วยการวางแผนการณ์เป็นขั้นตอน และไม่มีเจตนาจะใช้ราคาผ้าให้แก่โจทก์ร่วมเลยและโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้น จำเลยทั้งสามกับนางยุพาได้ผ้าไปจากโจทก์ร่วมผู้ถูกหลอกลวง การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวก จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มิใช่ลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสามมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสามฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
( ประพันธ์ ทรัพย์แสง - ดลจรัส รัตนโศภิต - จิระวรรณ ศิริบุตร )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2534
ป.อ. มาตรา 188, 341
โจทก์มอบเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าซื้อฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งจำเลยที่ 1 ซื้อไปจากโจทก์คืนให้แก่จำเลยทั้งสองโดยหลงเชื่อคำขอของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองจะนำรถยนต์มามอบให้แก่โจทก์เป็นการแลกกับเช็คพิพาทในวันรุ่งขึ้นซึ่งไม่เป็นความจริง จำเลยทั้งสองมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่แรกในขณะที่จำเลยทั้งสองมาแจ้งโจทก์ว่าจะนำรถยนต์มามอบให้แก่โจทก์ไม่ใช่เรื่องผิดคำมั่นสัญญา เพราะการที่จำเลยทั้งสองแจ้งโจทก์ว่าจะนำรถยนต์มามอบให้โจทก์ไม่ใช่เหตุการณ์ตามความเป็นจริงในขณะนั้น แต่เป็นแผนการกำหนดขึ้นเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อเป็นการหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวได้ไปซึ่งเช็คอันเป็นทรัพย์สินจากโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 341 และยังเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดเอกสารที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย อันน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 อีกด้วย.
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2528 จำเลยทั้งสองมาพบโจทก์ และแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงโจทก์ว่าจะนำรถยนต์มาชำระหนี้แทนเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายชำระค่าซื้อฟิล์มภาพยนตร์ไปจากโจทก์ โดยจะนำมามอบให้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2528 จำเลยที่ 2ยังได้หลอกลวงโจทก์ต่อไปอีกว่าโจทก์จะต้องมอบเช็คทั้งหมดคืนจำเลยที่ 2 ไปก่อน โจทก์หลงเชื่อจึงได้มอบเช็คซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ไป ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2528ซึ่งเป็นวันนัด จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำรถยนต์มามอบให้แก่โจทก์จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันทุจริตเอาไปเสียซึ่งเอกสารสิทธิของโจทก์และเป็นการฉ้อโกงโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียเช็คดังกล่าวไป และยังทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ได้อีกด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 188, 83 และ 90
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 341 แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มอบเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าซื้อฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งจำเลยที่ 1 ซื้อไปจากโจทก์คืนให้แก่จำเลยทั้งสองโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงิน 350,000 บาท ตามเช็คพิพาทไปชำระให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ติดต่อทวงถามจำเลยทั้งสองในวันรุ่งขึ้นจากวันที่จำเลยทั้งสองว่าจะนำรถยนต์มามอบให้โจทก์โจทก์ก็ได้รับแจ้งจากคนที่บ้านจำเลยว่าจำเลยไม่อยู่บ้าน จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่แรกในขณะที่จำเลยทั้งสองมาแจ้งโจทก์ว่าจะนำรถยนต์มามอบให้แก่โจทก์ ไม่ใช่เรื่องผิดคำมั่นสัญญา เพราะการที่จำเลยทั้งสองแจ้งโจทก์ว่าจะนำรถยนต์บีเอ็มดับบลิวมามอบให้โจทก์ไม่ใช่เหตุการณ์ตามความเป็นจริงในขณะนั้นแต่เป็นแผนการกำหนดขึ้นเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อ เป็นการหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวได้ไปซึ่งเช็คอันเป็นทรัพย์สินจากโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ส่วนความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 นั้นเห็นว่า การที่จำเลยทั้ง สองได้หลอกลวงเอาเช็คคืนไปจากโจทก์นั้นเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดเอกสารที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย อันน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 อีกบทหนึ่ง
พิพากษายืน.
( เสริมพงศ์ วรยิ่งยง - อุระ หวังอ้อมกลาง - เพ็ง เพ็งนิติ )
ฎีกาเหล่านี้ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 27-08-2556)
11. ทนายอาวุโส ปิดท้ายว่า ตามพฤติการณ์ (ต้องดูข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกนิด) การหลอกลวงอาจกระทำโดยมีการวางแผนการเป็นขั้นๆ เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและส่งมอบทรัพย์ให้ แสดงว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามคำรับรองมาแต่แรกแล้ว คำรับรองของจำเลยจึงเป็นการแสดงข้อความเท็จในปัจจุบัน เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ฎีกาที่ 1033/2534 ฎีกาซื้อฟิลม์ภาพยนต์
12. ทีมทนายคดีอาญาทั้ง 7 แห่ง Thai Law Consult จึงสรุปให้พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร กับ ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ ว่า ช่วยหาข้อมูลเพิ่มเติมและช่วยเรียกทรัพย์สินคืนจากผู้น่าเชื่อถือทั้ง 2 ท่าน ก่อนฟ้องคดี
13. ถ้าประชาชนท่านใด ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกหลอกลวง จนสูญเสียทรัพย์ ติดต่อพี่ตุ๊กตา โทร. 098-915-0963 มานะคะ 7 ทนายคดีอาญาของ Thai Law Consult จะช่วยแนะนำให้คำปรึกษาค่ะ
14. พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร อยากบอกทุกท่านที่เข้ามาอ่านเว็บไซด์นี้ว่า ก่อนโอนเงินให้ใคร กลัวว่าจะถูกฉ้อโกง ช่วย "ยกหูถึงพี่ตุ๊กตา" ก่อนนะคะ โทร. 098-915-0963 พี่ตุ๊กตาจะช่วยดูแลให้ค่ะ
15. ข่าวประกอบเรื่อง จากสื่อต่างๆ มีดังนี้ (ThaiLawConsult เห็นว่ามีประโยชน์ต่อการศึกษากฎหมายของประชาชน จึงนำมาลงไว้ค่ะ)
ที่ บก.น.1 เมื่อเวลา 10.30 น. นาย A พร้อมด้วย นางสาว B เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เพื่อแจ้งความดำเนินคดี นาย C ผู้ค้าทอง หลังสั่งซื้อทองคำแท่งจำนวน 20 กิโลกรัม และโอนเงินจำนวน 34 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้ทองคำแต่อย่างใด
นาย A กล่าวว่า ตนติดต่อซื้อขายทองคำแท่ง กับนาย C มาเป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปีแล้ว เนื่องจากนาย C มีเวปไซด์ประกอบการร้านทอง ที่น่าเชื่อถือ และมีคนใกล้ชิดแนะนำให้ อีกทั้งยังมีร้านทอง 6-7 สาขา ประกอบกับตนติดต่อซื้อขายทองกับนาย C ผ่านทางโทรศัพท์มาโดยตลอด ครั้งละ 2 กิโลกรัม ก็ไม่เคยเกิดปัญหา ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตนได้ติดต่อซื้อขายทองคำแท่ง เป็นจำนวน 20 กิโลกรัม โดยโอนเงินผ่านทางบัญชี จำนวน 34 ล้านบาท ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถูกนาย C บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ตนและผู้เสียหายอีกราย ได้พยายามเข้าไปหาที่ร้าน แต่ก็ไม่พบตัว จึงตัดสินใจเดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวันนี้
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า เบื้องต้น เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนเพื่อติดตามตัวนาย C มาดำเนินคดีแล้ว และฝากเตือนผู้เสียหายรายอื่น หากเคยถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ติดต่อมาที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าวเตือนภัยจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย วันที่ 24 เมษายน 2555
กลุ่มมิจฉาชีพสมัยนี้มีมากมายหลายแบบครับ
สำหรับอีกกลุ่มหนึ่งที่พบบ่อย คือ...
ขบวนการต้มตุ๋น แจ้งว่ามีทองคำนวนมากๆ(เป็นตัน) ต้องการจะขายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ให้ช่วยหาลูกค้าให้ โดยจะได้ค่านายหน้าเป็นการตอบแทน
ข้อสังเกตุคือ ...
1.กันออกห่างจากตัว กลุ่มนี้มักจะอ้างว่าเป็นทองที่ไม่สามารถเปิดเผยแหล่งที่มาได้ เพราะเจ้าของทองเป็นคนระดับสูง(มากๆๆ) หรือ อาจกังวลเรื่องความปลอดภัย หรือ แกล้งทำเป็นรำคาญเวลาถามถึงแหล่งที่มาและอ้างว่าถ้าไม่ซื้อจริงก็ไม่ควรรู้เพราะเค้าถูกหลอกถามมาเยอะแล้ว
2.สถานที่เก็บทอง จะไม่ยอมบอกว่าทองถูกเก็บไว้ที่ไหน อย่างไร(ทำทีเป็นต้องระมัดระวังความปลอดภัย หรือกลัวถูกปล้น)
3.แสดงบัญชี/ล็อกเงิน จะต้องทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วให้ผู้ซื้อแสดงบัญชีว่ามีเงินจริง จากนั้นจะให้ทำเรื่องล็อกเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อการซื้อขายครั้งนี้
4.ราคา จะถูกกว่าทองตลาดมากเช่น ในขณะที่ราคาทองในตลาดโลกราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,700,000 บาท แต่เค้าจะขายเพียง 1,300,000 บาท เท่านั้น โดยอ้างว่าเป็นการซื้อล๊อตใหญ่จึงสามารถลดได้ หรือข้ออ้างอื่นๆ อีกมากมาย
5.จำนวน จะแจ้งว่ามีจำนวนทองมาก และจะต้องขายเป็นแพ็ค เช่น แพ็คละ 50ตัน (50ตัน เท่ากับ 50,000กิโลกรัม ---> หรือคิดเป็นนำหนักบาท 3,280,000บาททองคำ ---> หรือคิดเป็นมูลค่า 84,788,000,000 ล้านบาท ---> เป็นไปได้หรือ???) ทั้งที่ในประเทศไทยมีนำเข้าทองคำ ตลอดทั้งปี รวมแล้วเพียง 150 - 290 ตัน เท่านั้น แต่พวกนั้นอ้างว่ามีทองมากถึง 1,000 - 5,000ตัน ที่ต้องการจะขาย (ลองพิจารณาถึงความเป็นไปได้)
6.ลักษณะขบวนการ จะอ้างว่าเจ้าของเป็นผู้ใหญ่(มากๆๆ) ไม่สามารถมาติดต่อได้ด้วยตนเอง แต่จะหาผู้แทนที่เป็นนายหน้า(อาจถูกหลอกมาอีกต่อหนึ่ง) เป็นผู้มีชื่อเสียง หรือมีฐานะทางสังคมดี เช่น ทหารระดับนายพล ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง หรือแม้กระทั่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของแพทย์ส่วนพระองค์ (ตำแหน่งอ้างบ้าง จริงบ้าง) เพื่อมาหานายหน้าต่ออีกทอดหนึ่ง ทำให้ดูว่ามีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
7.สรุป ที่ผ่านมาไม่เคยมีการติดต่อครั้งไหนสำเร็จแม้แต่รายเดียว ซึ่งสมาคมฯ ขอเรียนว่ากลุ่มนี้คือ18มงกุฎ เพราะในความเป็นจริง ทองคำสามารถขายที่ร้านทองได้อยู่แล้ว และได้ราคาตามท้องตลาดอีกด้วย ไม่จำเป็นต้องลดราคาถึงกิโลกรัมละ 3-4 แสนบาท อย่างที่กล่าวอ้าง เพราะหากลดราคาลง 3-4 แสนบาท ต่อ1กิโลกรัม ใน1แพ็ค(50ตัน) เค้าจะขาดทุนกำไรไปถึง 20,000 - 40,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ในความเป็นจริงแล้วใครจะยอม???
หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาส่งต่อให้ทางสมาคมฯด้วย เพื่อดำเนินการติดตามมิจฉาชีพกลุ่มนี้มาดำเนินคดีต่อไป
http://neo.goldtraders.or.th/Board/index.php?/topic/

