ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย

 

เรื่องที่ 24      อุทธรณ์คำวินิจฉัย คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนแก่จำเลยในคดีอาญา ตัวอย่างดคี

               

                   ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2556 อิทธิพลของพายุทำให้น้ำท่วมหลายพื้นที่ของภาคตะวันออก เช่น ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา แปลกแต่จริง วันนี้ (16 ตค 2556) ประชาชนละแวกถนนราชปรารภ ศรีอยุธยา พญาไท ตื่นขึ้นมาตอนเช้า น้ำท่วมบ้านชั้นล่าง น้ำท่วมถนนเกือบ 1 ฟุต เพราะผู้รับเหมาเดินสายไฟฟ้าใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวง ทำท่อเมนประปาแตก ผลกระทบจากฝนและท่อประปาแตก ทำให้การจราจรใน กทม อัมพาตไปทั้งวัน (ดีนะเนี่ยะ ที่เป็นช่วงปิดเทอม)

                    ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ได้รับอีเมล์สอบถามเรื่องการอุทธรณ์คำวินิจฉัย คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนแก่จำเลยในคดีอาญา ถึง 3 เรื่อง แต่ละเรื่องมีเวลาอุทธรณ์เหลือไม่มากนัก ในขณะที่ทีมทนาย Thai Law Consult มีคดีที่ต้องเตรียมสืบพยานตามที่นัดหมายไว้ก่อนแล้ว อยู่หลายคดี แต่เมื่อทนายอาวุโส บอกพี่ตุ๊กตาว่า อย่างไรเสีย ก็ต้องดูให้ ช่วยเขียนบทความเบื้องต้นพลางๆก่อน เมื่อทีมทนายคดีอาญา ThaiLawConsult ทั้ง 7 คนว่าง ค่อยทำบทความฉบับเต็มเผยแพร่เป็นความรู้กฎหมายแก่ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

                    พี่ตุ๊กตา กับ ทนายน้อย จึงช่วยกันเรียบเรียงบทความนี้ขึ้น แบบว่ามีตำรากฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ใกล้ตัวน้อยมาก ดังนั้น ถ้าประชาชนท่านใดเข้ามาอ่านบทความนี้ โปรดหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมด้วยนะคะ

 

ข้อเท็จจริง

คดีที่ 1 - คำถามจากสุราษฎร์ธานี

ข้อมูลเบื้องต้นมีดังนี้

1.  ผมถูกคุมขัง 3 ปี ในระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาศาลจังหวัด........ มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ผมไปยื่นเรื่องขอค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา แต่คณะกรรมการฯ ยกคำขอ และให้ผมอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.ค่าทดแทนฯ มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ผมจะอุทธรณ์อย่างไรครับ พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพรช่วยผมที

2.  คำวินิจฉัย คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ลงวันที่ ................

                    ด้วยนาย ....................ได้ยื่นคำขอรับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา เลขที่รับ ............. เรื่อง ความผิดต่อชีวิต พยายาม ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ

                    ในการประชุมครั้งที่ ............... เมื่อวันที่ ............. คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พิจารณาตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว เห็นว่าคดีนี้ศาลมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่เป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 20(3) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8(3) และวรรคท้าย มาตรา 15(5) แห่งพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 จึงวินิจฉัยให้ยกคำขอ

                    กรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544

ลงชื่อ...............................................................

ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา

 

3.  เมื่อพี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร โทร. 098-915-0963 ได้รับสำเนาคำพิพากษา ได้ข้อมูลดังนี้ "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีนาย .....ก....... เบิกความว่า .................. (4 หน้ากระดาษ) คำเบิกความของพยานปากนาย ......ก.......... จึงเป็นคาดเดาเอาเองของพยานซึ่งไม่อยู่กับร่องกับรอย มีพิรุธ และไม่น่าเชื่อถือ ทั้งในคืนเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวน สามารถติดตามจำเลยได้ที่บ้านของจำเลย และดำเนินการตรวจเขม่าดินปืนที่มือของจำเลยในทันที ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์กลับไม่พบธาตุสำคัญ ที่มาจากการยิงปืน พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ จึงต้อยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เมื่อทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน................ พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ และริบของกลาง./

4.  ประเด็นในคดีนี้

ฐานความผิดแรก - จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ ปอ 288 80

ฐานความผิดสอง - มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ศาลวินิจฉัยยกฟ้องทั้งสองฐานความผิด

5.  ความผิดฐานแรก ป.อ. 288 , 80 จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ใช่หรือไม่ แม้ศาลจะไม่วินิจฉัยตรงๆ ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด แต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลทั้งหมดดังนี้ "พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ จึงต้อยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เมื่อทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน................ พิพากษายกฟ้อง"

พี่ตุ๊กตาเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยจากภาพรวมทั้งหมดแล้ว มีความหมายว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดแล้ว เพราะท่านให้เหตุผลในวรรคท้ายว่า กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงเดียวเกี่ยวพันกัน

(ข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกัน ทั้งสองฐานความผิด เมื่อท่านวินิจฉัยความผิดฐานสองว่า "กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว" จึงหมายความว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานแรก "จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่"

6.  ความผิดฐาน มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต - ศาลวินิจฉัยไว้ตรงๆ ชัดเจนว่า "กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว"

พี่ตุ๊กตาเห็นว่า คำวินิจฉัยมีความหมายว่า จำเลยจึงไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ตามมาตรา 20 (3) แล้ว

แต่ความผิดฐานนี้ ไม่อยู่ใน "รายการท้ายพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา" จึงยื่นคำขอรับค่าทดแทนฯ ไม่ได้

7.  ข้อโต้แย้ง คำวินิจฉัยคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนฯ มีดังนี้

7.1  คำวินิจฉัยคณะกรรมการฯ มีว่า "ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่เป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 20(3)"

7.2  เหตุผลของศาลในการยกฟ้อง มีว่า "พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ จึงต้อยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เมื่อทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน................ พิพากษายกฟ้อง"

7.3  ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคแรก ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำ ของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุ ตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยไป แต่ศาลจะสั่งขังจำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่าง คดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้

7.4  อาจารย์ธานิศ เกศวพิทักษ์ เขียนไว้ในหนังสือ คำอธิบายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 3-4 เล่ม 2 หน้า 453 (เนติบัณฑิต พิมพ์ครั้งที่ 10)

ข้อ 1.1 เหตุยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคแรก

(1) จำเลยมิได้กระทำความผิด
(2) การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด
(3) คดีขาดอายุความ
(4) มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ

ตามคำพิพากษา พี่ตุ๊กตาเห็นว่า ศาลยกฟ้องจำเลย ไม่ใช่เพราะคดีขาดอายุความ และไม่ใช่เพราะมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ จึงเหลือเหตุยกฟ้องเพียงว่า จำเลยมิได้กระทำความผิด หรือ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เมื่อพิจารณาคำพิพากษาทั้งคดีแล้ว ศาลยกฟ้องด้วยเหตุผลว่า "กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน" แสดงว่า เหตุยกฟ้องในคดีนี้ คือ จำเลยมิได้กระทำความผิด ตามฟ้องโจทก์ ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคแรก

8.  เหตุผลในการเขียนอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ พี่ตุ๊กตาว่าเพียงพอแล้วที่จำเลยผู้ถูกขังฟรีระหว่างพิจารณา จะได้รับค่าทดแทน น้องสุราษฎร์ธานีต้องให้ทนายความในพื้นที่ช่วยเขียนจะสละสลวยกว่านะคะ

9.  ป.วิ.อ. มาตรา 227 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น 
เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยก ประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย 

10.  แบบฟอร์ม จล. อุทธรณ์คำวินิจฉัยฯของจำเลยในคดีอาญา

11.  เนื่องจากทีมทนาย Thai Law Consult ไม่ได้ทำคดีนี้มาตั้งแต่ต้น และไม่ได้เขียนคำร้องตั้งแต่ต้น จึงไม่สามารถเขียนอุทธรณ์มาเผยแพร่เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชนได้ แต่ถ้าประชาชนท่านใด มีปัญหาทำนองนี้ ช่วยส่งอีเมล์มาปรึกษากันตั้งแต่เริ่มแรกนะคะ พี่ตุ๊กตาจะช่วยดูแลให้ค่ะ numaphon@gmail.com โทร. 098-915-0963


อุ๊ย !!!!! ขอโทษค่ะ พี่ตุ๊กตาลืมใส่ตัวบทในบทความนี้ ขอนำมาลงที่นี่เลยนะคะ

:: พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 

:: หมวด 5 การจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา 

  มาตรา 20 จำเลยที่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ต้อง
 (1) เป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ
 (2) ถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี และ
 (3) ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดี หรือปรากฏตาม คำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้น ว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด
 ในคดีที่มีจำเลยหลายคน จำเลยคนใดถึงแก่ความตายก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด และคณะกรรมการเห็นสมควรจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ถ้าเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี จำเลยที่ถึงแก่ความตายนั้นมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ได้ด้วย


  มาตรา 21 การกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายตาม มาตรา 20 ให้กำหนดตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
 (1) ค่าตอบแทนการถูกคุมขัง ให้คำนวณจากวันที่ถูกคุมขังในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับการกักขังแทนค่าปรับตาม ประมวลกฎหมายอาญา
 (2) ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล รวมทั้งค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ หากความเจ็บป่วยของจำเลยเป็นผลโดยตรงจากการถูกดำเนินคดี
 (3) ค่าทดแทนในกรณีที่จำเลยถึงแก่ความตาย และความตายนั้นเป็นผลโดยตรงจากการถูกดำเนินคดี จำนวน ไม่เกินที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
 (4) ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างถูกดำเนินคดี
 (5) ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินคดี
 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่ที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว
 ในกรณีที่มีคำขอให้ได้รับสิทธิที่เสียไปอันเป็นผลโดยตรงจากคำพืพากษานั้นคืน การสั่งให้ได้รับสิทธิคืนตามคำขอดังกล่าว ถ้าไม่สามารถคืนสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดเช่นว่านั้นได้ ให้คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนเพื่อสิทธินั้นให้ตามที่ เห็นสมควร
 คณะกรรมการอาจกำหนดให้จำเลยได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายเพียงใดหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดี ความเดือดร้อน ที่จำเลยได้รับ และโอกาสที่จำเลยจะได้รับการชดเชยความเสียหายจากทางอื่นด้วย

:: หมวด 6 การยื่นคำขอ การพิจารณาคำขอ และการอุทธรณ์ 


  มาตรา 22 ให้ผู้เสียหาย จำเลย หรือทายาทซึ่งได้รับความเสียหายที่มีสิทธิขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทน หรือค่าใช้จ่าย ตามพระราชบัญญัตินี้ ยื่นคำขอต่อคณะกรรมการ ณ สำนักงาน ตามแบบที่สำนักงานกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายได้รู้ถึงการกระทำความผิด หรือวันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง เพราะปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือวันที่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลย ไม่เป็นความผิด แล้วแต่กรณี


  มาตรา 23 ในกรณีที่ผู้เสียหาย จำเลย หรือทายาทซึ่งได้รับความเสียหายเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือไม่สามารถยื่น คำขอด้วยตนเองได้ ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น หนังสือจากผู้เสียหาย จำเลย หรือทายาท ซึ่งได้รับความเสียหาย แล้วแต่กรณี อาจยื่นคำขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทน หรือค่าใช้จ่ายแทนได้ ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด


  มาตรา 24 หลักเกณฑ์ วิธีการยื่นคำขอ และวิธีพิจารณาคำขอ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คระกรรมการกำหนด โดยความ เห็นชอบของรัฐมนตรี


  มาตรา 25 ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด
 การยื่นอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์จะยื่นต่อสำนักงานหรือศาลจังหวัดที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเพื่อส่งให้แก่ ศาลอุทธรณ์ก็ได้ และให้ถือว่าเป็นการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งแล้ว
 ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์มีอำนาจไต่สวนหลักฐานเพิ่มเติมโดยสืบพยานเอง หรืออาจแต่งตั้งให้ศาลชั้นต้นตามที่เห็นสมควรทำแทนก็ได้ 

 

เพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายของประชาชน

ทีมทนาย Thai Law Consult เห็นว่า บทความของอาจารย์สมชาย หอมลออ ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ Voice From Thais เรื่อง "ปัญหาการพิจารณาค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา" มีประโยชน์อย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงขออนุญาตอาจารย์สมชาย หอมลออ มาลงไว้ที่นี้นะคะ

 

บทความ: ปัญหาการพิจารณาค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา โดยสมชาย หอมลออ

17 May, 2011 by voicefromthais

บทความ: ปัญหาการพิจารณาค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา
สมชาย หอมลออ

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ (“พระราชบัญญัติ”) มีผลบังคับใช้มาเกือบจะสิบปีแล้ว ในระหว่างเวลาดังกล่าวมีคดีอาญาที่ (๑) จำเลยถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการและ (๒) ถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี ที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้องนับหมื่นคดี แต่มีจำเลยจำนวนน้อยนักที่ได้รับค่าทดแทนที่ต้องถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่ตนต้องเสียไป จำเลยบางคนจะต้องข้อหาร้ายแรงและศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี หรือจำเลยบางคนแม้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาไม่ร้ายแรง แต่เนื่องจากเป็นคนยากจน ไร้ญาติขาดมิตร จึงไม่สามารถหาหลักประกันเพื่อขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีได้ บางคนศาลชั้นต้นแม้มีคำพิพากษายกฟ้อง แต่กลับต้องถูกคุมขังระหว่างการอุทธรณ์ เสมือนหนึ่งว่าศาลเองก็ไม่เชื่อมั่นว่าคำพิพากษาของศาลเองที่ให้ยกฟ้องถูกต้องแล้ว

จำเลยเหล่านี้จำนวนไม่น้อยต้องถูกจองจำอยู่ในคุกนานนับปีกว่าที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้อง ถูกรัฐลิดรอนสิทธิเสรีภาพโดยการคุมขัง บางคนกระทั่งเสียชีวิตในคุก ใช่แต่เพียงเท่านั้น การที่จำเลยคนหนึ่งถูกจองจำอยู่เป็นระยะยาวนานย่อมมีผลกระทบต่อครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และผลกระทบทางด้านจิตใจ หลายครอบครัวต้องแตกสลายเนื่องจากหัวหน้าครอบครัว หรือสมาชิกที่เป็นหลักของครอบครัวต้องถูกจองจำระหว่างการพิจารณาคดีเป็นเวลานาน กลายเป็นปัญหาและภาระของสังคมในที่สุด


ปัญหาหลักของการที่อดีตจำเลยในคดีอาญานับพันๆคนไม่มีโอกาสได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีคือการวินิจฉัยตีความกฎหมายของคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลย ในคดีอาญา ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ และการวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ยื่นคำขอของศาลอุทธรณ์ตามอำนาจที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๕ แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าว
บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ มาตรา ๒๐ (๓) ซึ่งระบุว่า
“มาตรา ๒๐ จำเลยมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ต้อง
(๑) ———————————-
(๒) ———————————-
(๓) ปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดี หรือปรากฎตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด”
มักมีการหยิบยกคดีเชอรี่แอน ดันแคน ซึ่งจากเหตุบังเอิญทำให้พบหลักฐานชัดเจนว่าผู้ที่ตกเป็นจำเลยและต่อมาเป็นนักโทษในข้อหาฆาตกรรมเชอรี่แอนนั้น แท้ที่จริงเป็นผู้บริสุทธิ์ และเป็นเหยื่ออธรรมของกระบวนการยุติธรรม จนต้องมีการรื้อฟิ้นคดีขึ้นมาใหม่เป็นตัวอย่าง จำเลยในคดีดังกล่าวตก “เป็นแพะของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ” นับตั้งแต่ชั้นตำรวจและพนักงงานสอบสวน อัยการที่ไม่ได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบกลั่นกรองพยานหลักฐาน การใช้ดุลยพินิจของศาล และระบบการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายของรัฐแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่เป็นคนยากจน และความรับผิดชอบในทางวิชาชีพของทนายความในคดี จำเลยหลายคนในคดีเชอรี่แอนถูกจับกุมคุมขังระหว่างการดำเนินคดี และตามคำพิพากษาของถึงที่สุดว่ามีความผิดตามฟ้องของพนักงานอัยการ โดยที่พวกเขาบางคนไม่มีโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมเลย เนื่องจากได้เสียชีวิตไปก่อนในคุก แม้คดีเชอรี่แอน ดันแคนจะ ได้เปิดเผยตัวตนอันแท้จริงและปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบอย่างล่อจ้อนแล้วก็ตาม แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจน ไร้ญาตขาดมิตร

ดังมีคดีตัวอย่างมากกมายทั้งจากประสบการในการทำงานขององ์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ข่าวสารในสื่อมวลชน เช่นรายการ “คุยกับแพะ” ของทีวีไทยเป็นต้น จึงน่าเชื่อได้ว่ายังมีจำเลยในคดีอื่นๆ อีกไม่น้อยที่ตกเป็นแพะ เช่นเดียวกับจำเลยในคดีเชอรี่แอน ดันแคน เพียงแต่คนเหล่านั้นไม่โชคดีหรือกรรมไม่บันดาลให้ สามารถเข้าถึงความยุติธรรม ได้รับการชดใช้เยียวยาเช่นเดียวกับจำเลยหรือญาตในคดีเชอรี่แอนเท่านั้น
ตามหลักสิทธิมนุษยชน “มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์และสิทธิ ต่างล้วนมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ” [ข้อ ๑ ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (“ปฎิญญา”] มนุษย์ได้ยอมสละหรือจำกัดสิทธิเสรีของตนเพื่อสร้างสังคมและรัฐเพื่อประกันว่าสิทธิมนุษยชนของตนจะได้รับการปกป้องและส่งเสริมโดยรัฐ ดังนั้น รัฐจึงมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าด้วยเหตุหรือบนพื้นฐานใดๆ โดยรัฐจะต้องใช้มาตรการทางนโยบายและกฎหมายที่เที่ยงธรรมและได้ผลเพื่อการดังกล่าว
การที่รัฐใช้มาตรการทางอาญาจับกุมคุมขังผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด ควบคุมตัวเป็นผู้ตองหาระหว่างการสอบสวนและเป็นจำเลยในคดีอาญาระหว่างการพิจารณาคดี เป็นมาตรการของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้อื่นให้ปลอดพ้นจากอาชญากรรม แต่เมื่อต่อมาพบว่าผู้ที่ถูกจับกุมุมขัง และ “ปรากฎตามคำพิพากษาในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด” สังคมและรัฐจึงต้องชดใช้เยียวยาเยียวยาจำเลยสำหรับความเสียหายต่างๆที่จำเลยและครอบครัวได้รับจากการที่จำเลยต้องถูกดำเนินคดีสูญเสียอิสระภาพ ชื่อเสียงและเกีรติยศต่างๆ การชดใช้เยียวยาประการหนึ่งคือ การที่รัฐต้องจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีแก่จำเลยตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๔๐ (๕) และพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งกล่าวตามความเป็นจริงโดยทั่วไปแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่จำเลยและครอบครัวได้รับ
ปัญหาในการพิจารณาจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทั้งในระดับคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลย ในคดีอาญา ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ และศาลอุทธรณ์ในกรณีที่อดีตจำเลยหรือญาติ (กรณีจำเลยเสียชีวิตไปก่อน) ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ และได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์นั้น ทั้งคณะกรรมการและศาลอุทธรณ์ ได้ยึดแนวว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดียกฟ้องเพราะเหตุพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่นำสืบพิสูจน์ว่าจำเลยผู้ยื่นคำขอรับค่าทดแทนเป็นผู้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เป็นที่ยุติว่า ผู้ยื่นคำขอมิได้เป็นผู้กระทำผิดตามฟ้อง กรณีจึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้ยื่นคำขอจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลย ในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ (ดังตัวอย่างคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ ๓๓๕๗/๒๕๕๑ หมายเลขแดงที่ ๑๘๓๐/๒๕๕๓ ซึ่งมีนายมานิเพาะ มามะ เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์) แนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในลักษณะดังกล่าว จึงปิดประตูตายสำหรับผู้ที่เคยตกเป็นจำเลยในคดีอาญา ที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้องให้พ้นข้อหาความผิดแล้วนับพันนับหมื่นนับ ที่บางคนต้องถูกจองจำและตกอยู่ในห้วงเหวของความทุกข์ระทมนานนับปี ไม่ให้มีโอกาสได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายโดยเหตุว่า ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เป็นที่ยุติว่า ผู้ยื่นคำขอมิได้เป็นผู้กระทำผิดตามฟ้อง แนวการตีความข้อกฎหมายดังกล่าวของคำวินิจฉัยของณะกรรมการและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในลักษณะดังกล่าวจึงน่าจะไม่ชอบด้วยหลักสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม กล่าวคือ
เมื่อพิจาณาจากหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมาบอาญาที่ว่า “ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาคดีที่เปิดเผย ซึ่งตนได้รับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดี” [ปฏิญญาฯ ข้อ ๑๑(๑)] หลักการดังกล่าวได้รับการยืนยันโดยกฎหมายภายในประเทศของไทย ทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ วรรคสอง ที่ว่า “ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด” และประมวลกฎหมายวิธิพืจารณาความอาญา ดังนั้นในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดยกคำฟ้องของพนักงงานอัยการปล่อยจำเลยให้เป็นอิสระและพ้นข้อหาไปนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องของพนักงานอัยการ อดีตจำเลยคนนั้นไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ทั้งก่อนตกเป็นผู้ต้องหา ในระหว่างการสอบสวน และในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล และหลังจากตนได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระจากการจองจำและพ้นจากข้อกล่าวหาแล้ว จึงไม่มีเวลาใดๆเลยที่จำเลยเป็นผู้กระทำผิด จึงไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่จำเลยจะต้องต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าตนมิได้เป็นผู้กระทำผิด เพื่อให้ปรากฎตามคำพิพากษาในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด
จากหลักการที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์ดังกล่าว นำไปสู่วิธีการพิจารณาคดีที่อัยการโจทก์จะต้องเป็นฝ่ายนำพยานหลักฐานเข้าพิสูจน์ต่อศาลซึ่งเป็นคนกลางว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามข้อหาจริง ดังนั้นในการต่อสู้ดีอาญาของจำเลยนั้น หากอัยการโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ต่อศาลได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด จำเลยก็ไม่จำเป็นจะต้องพิสูจน์ว่า ตนมิได้เป็นผู้กระทำผิด ซึ่งในการพิจารณาของศาลก็จะพิจารณาว่าพยานหลักฐานของอัยการโจทก์พอฟังได้หรือไม่ว่า จำเลยน่าจะเป็นผู้กระทำผิด แล้วจึงนำพยานหลักฐานของจำเลยมาพิจารณาหักล้าง หากศาลได้พิจาณาแล้วว่า พยานของอัยการโจทก์ น่าเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยอันสมควรแล้วว่าจำเลยกระทำความผิด ศาลจึงสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ในทางปฏิบัติทนายความจำเลยหากได้พิจารณาแล้วว่าพยานหลักฐานของอัยการโจทก์ไม่พอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ทนายความจำเลยก็ไม่จำเป็นต้องนำพยานของจำเลยเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด

สำหรับศาลเอง เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของอัยการโจทก์แล้วว่าไม่พอที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ก็อาจมีคำพิพากษายกฟ้องได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้นคำพิพากษาของศาลจึงมีไม่มากนักที่ ปรากฎตามคำพิพากษาในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด แนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงน่าจะไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติในเรื่องการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าว และเท่ากับเป็นการตั้งเงื่อนไขว่า หากจำเลยรายใดต้องการค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในคดีอาญาแล้ว ก็จะต้องนำสืบให้ได้ว่า ตนมิได้เป็นผู้กระทำผิด ทั้งจะต้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเช่นนั้นอีกด้วย
จริงอยู่ตามมาตรา ๒๕ วรรคสุดท้ายของพระราชบัญญัติ ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจไต่สวนหลักฐานเพิ่มเติมโดยสืบพยานเองหรืออาจแต่งตั้งให้ศาลชั้นต้นตามที่เห็นสมควรทำแทนก็ได้ แม้ศาลอุทธรณ์จะให้มีการไต่สวนตามอำนาจของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ก็คงไม่สามารถทำให้คำพิพากษาของศาลเจ้าของคดีอาญาอันถึงที่สุดแล้วให้ปรากฎตามคำพิพากษาข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด ได้อีก เนื่องจากศาลในคดีนั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว ผลการไต่สวนของศาลอุทธรณื หากได้กระทำไป ก็ไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของคดี อันจะทำให้อดีตจำเลยสามารถมีสิทธิในการรับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายได้ หากแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการและศาลอุทธรณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่
การที่คณะกรรมการและศาลอุทธรณืยึดแนวการตีความคำว่าต้อง ปรากฎตามคำพิพากษาในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด ในลักษณะดังกล่าว อาจมีผลให้รัฐสามารถประหยัดงบประมาณที่จะต้องจ่ายเป็นค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากในแต่ละปีมีคดีอาญาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องในอัตราที่สูง แต่ผลเสียก็คือ นอกจากทำให้อดีตจำเลยจำนวนมากไม่สามารถขึ้งค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีผลทำให้ไม่มีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบที่จะทำให้ “บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม” ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๐ (๓) แห่งรัฐธรรมนูญอีกด้วย การที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบ หรืออีกนัยหนึ่งการที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการและคำพิพากษาของศาล ทำให้รัฐสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในการชดใช้เยียวยาให้แก่จำเลย ซึ่งตกเป็นเหนือของการละเมิดสิทธิมนุษยชนเนื่องจากความอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ หรือกระทั่งฉ้อฉลของกระบวนการยุติธรรม เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐไม่มีเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริงในการที่จะปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ผลของการละเลยดังกล่าวของรัฐ ทำให้กระบวนการยุติธรรม ล่าช้า ไม่มีมีมาตรฐานหรือสองมาตรฐาน กระทั่งมีการนำเอาการคุมขังผู้ต้องหรือจำเลยในระหว่างการพิจารณา โดยเฉพาะคดีความมั่นคงมาใช้ในลักษณะเป็นมาตรการในการในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศเช่นในกรณีภาคใต้ ในลักษณะเป็นการควบคุมตัวในเชิงป้องกัน (Preventive Detention) ซึ่งตามระบบกฎหมายไทยอนุญาตให้ทำได้เฉพาะในกรณีที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเท่านั้น โดยควบคุมตัวได้ไม่เกิน ๓๐ วัน แต่มีคดีอาญาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีความมั่นคงที่จำเลยถูกควบคุมตัวหลายปี กว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้พ้นข้อกล่าวหาไปนั้น นอกจากเกิดจากการไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังเกิดจากการบิดเบือนการใช้กฎหมาย โดยนำอำมาตรการคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีและในระหว่างอุทธร ฏีกา มาใช้เป็นมาตรการในเชิงป้องกัน หรือ Preventive Detention ด้วย
การที่รัฐขาดเจตจำนงในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม และการปฏิบัติของพนักงานในกระบวนการยุติธรรมในบางกรณีที่ถือหลัก Preventive Detention มีผลให้ในการฟ้องร้องดำเนินดดีอาญานั้น มีคดีที่ศาลยกฟ้องในอัตราที่สูงมาก ในกรณีคดีความมั่นคงทางใต้ มีอัตราสูงเกือบร้อยละ ๕๐ ส่วนคดีอาญาทั่วๆไปก็มีอัตราสูงเช่นเดียวกัน ผู้ที่ตกเป็นเหยือของการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว มักเป็นคนยากจน ขาดความรู้และเงินทองที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ทำให้ไม่ได้รับความยุติธรรม และเมื่อได้รับความยุติธรรมระดับหนึ่งจากศาลเจ้าของสำนวนคดีที่พิพากษายกฟ้องแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการชดใช้เยียวยาที่ได้รับความเสียหายจากการจองจำด้วย จึงไม่แปลกใจเลยที่กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนและด้อยโอกาส

สมชาย หอมลออ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เครดิตที่มา : voicefromthais.wordpress.com/2011/05/17/บทความ-ปัญหาการพิจารณา/