ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย

 

เรื่องที่ 25      การลงลายมือชื่อคนอื่น แม้เจ้าของลายมือชื่อยินยอม ก็เป็นการปลอมเอกสารแล้ว

               

                   ตอนเรียนเนติฯ ทีมทนาย Thai Law Consult ทุกคน มีหนังสือ อาญาพิสดาร ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ไว้เป็นคู่มือในการศึกษากฎหมาย    เมื่อจบเนติฯ แล้วประกอบอาชีพทนายความอย่างเต็มตัว หนังสือเล่มนี้ ยังเป็นคู่มือในการตอบปัญหากฎหมายเพื่อประชาชน

                    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท. 64 ได้รับอีเมล์จากผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์เหล็กส่งออกท่านหนึ่งว่า การลงลายมือชื่อแทนกัน โดยเจ้าของลายมือชื่อยินยอม เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือไม่

                    วันนี้ เสร็จจากการนัดสืบพยานต่อเนื่องในคดีของศาลจังหวัดขอนแก่น พี่ตุ๊กตา , ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ , ทนายเอก ขัตติยะ นวลอนงค์ จึงช่วยกันเรียบเรียงบทความนี้ขึ้น

 

หลักกฎหมาย ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 - 269

มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน 

มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท 

มาตรา 266 ผู้ใดปลอมเอกสารดังต่อไปนี้ 
(1) เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ 
(2) พินัยกรรม 
(3) ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบสำคัญของใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้ 
(4) ตั๋วเงิน หรือ 
(5) บัตรเงินฝาก 
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท 

มาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม มาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือ มาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ 
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเองให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว 

มาตรา 269 ผู้ใดในการประกอบการงานในวิชาแพทย์ กฎหมาย บัญชีหรือวิชาชีพอื่นใด ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
ผู้ใดโดยทุจริตใช้หรืออ้างคำรับรองอันเกิดจากการกระทำความผิดตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ความผิดหลายกรรม ลงโทษอย่างไร

มาตรา 91 เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลาย กรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปแต่
ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลด มาตรา ส่วนโทษด้วยหรือไม่ ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด ดังต่อไปนี้
(1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษ จำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี
(2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษ จำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี
(3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษ จำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

อายุความคดีอาญา

มาตรา 95 ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิด มายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิดเป็นอัน ขาดอายุความ
(1) ยี่สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี
(2) สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ ยังไม่ถึงยี่สิบปี
(3) สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี
(4) ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึง หนึ่งปี
(5) หนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือน ลงมาหรือต้องระวางโทษอย่างอื่น
ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว ผู้กระทำ ความผิดหลบหนีหรือวิกลจริต และศาลสั่งงดการพิจารณาไว้จนเกิน กำหนดดังกล่าวแล้วนับแต่วันที่หลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา ก็ให้ถือว่าเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน

 

บทความนี้ พี่ตุ๊กตา ขอตอบคำถามนี้ เฉพาะกรณีตามมาตรา 264 วรรคแรกเท่านั้น

ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ ให้ความเห็นว่า การลงลายมือชื่อแทนกันโดยเจ้าของลายมือชื่อยินยอม ก็เป็นการปลอมเอกสารแล้ว ส่วนจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วย กล่าวคือ ถ้าเป็นการทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นลายมือที่แท้จริง และน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอมได้ (ฎีกาที่ 658/2513, 418/2470)

พี่ตุ๊กตา ขอให้ความเห็นดังนี้ การลงลายมือชื่อแทนผู้อื่น โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของลายมือชื่อนี้ หากไม่มีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ก็ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร (ฎีกาที่ 1020/2517, 1526/2525)

พี่ตุ๊กตาขอนำฎีกาดังกล่าว มาตอบคำถาม ท่านผู้ประกอบการส่งออกเฟอร์นิเจอร์เหล็กดังนี้ " ลายมือชื่อนั้น ไม่มีกฎหมายให้เซ็นแทนกันได้ แม้จะมอบอำนาจ ก็เซ็นแทนกันไม่ได้ จำเลยเซ็นชื่อสามีลงในสัญญามัดจำซื้อขายที่ดิน จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอม แต่ความผิดฐานปลอมเอกสารนั้นจะต้องมีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อผู้เสียหายรู้จักชื่อและตัวสามีจำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ตลอดจนจำเลยซึ่งเป็นภรรยาอยู่ก่อนแล้ว ยังได้สมัครใจเข้าทำสัญญากับจำเลย และรู้เห็นว่าจำเลยได้ลงชื่อสามีจำเลยในช่องผู้ให้สัญญาตอนทำสัญญานั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าว แสดงว่าผู้เสียหายมิได้หลงผิดหรือหลงเชื่อ จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหายตามกฎหมาย สามีจำเลยก็ไม่เสียหาย เพราะเป็นผู้มอบอำนาจให้จำเลยไว้ จำเลยจึงไม่มีความผิด"

 

ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ , ทนายเอก ขัตติยะ นวลอนงค์ ตั้งข้อสังเกตว่า จากข้อมูลที่ได้รับ ยังไม่ชัดเจน ในข้อเท็จจริง จึงตั้งข้อสังเกตอย่างกว้างๆ ว่า   

1.   แม้จะไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร แต่อาจจะเป็นการฉ้อโกงหรือไม่ หรือ

2.   อาจจะผิดฐานปลอมเอกสารและฉ้อโกงด้วย กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

หากประชาชนท่านใดมีปัญหาทำนองนี้ เกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารและฉ้อโกง อย่าทุกข์อยู่คนเดียว ทีมทนาย Thai Law Consult ยินดีให้คำปรึกษา ติดต่อพี่ตุ๊กตามานะคะ numaphon@gmail.com 098-915-0963

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2517

ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)
ป.อ. มาตรา 264

          กรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้แม้เจ้าของลายมือชื่ออนุญาตหรือให้ความยินยอมก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยทำหนังสือถึงผู้จัดการสหกรณ์ แจ้งให้ทราบว่า ศ. น้องสาวโจทก์เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศและขอลาออกจากสมาชิกสหกรณ์ โดยใช้ชื่อโจทก์หรือลงลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยทำหนังสือดังกล่าวโดยความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความเสียหาย ศ.และสหกรณ์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิด

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแสดงตนเป็นโจทก์ ปลอมหนังสือถึงผู้จัดการสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด อ้างว่าเป็นพี่สาวของนางสาวศุภณัฏฐ์ขอลาออกจากสมาชิกสหกรณ์ ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด แทนตัวนางสาวศุภณัฏฐ์ซึ่งเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ และจำเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด หลงเชื่อ อนุญาตให้นางสาวศุภณัฏฐ์ออกจากการเป็นสมาชิก และหักเงินค่าหุ้นและบรรดาเงินอื่น ๆ ของนางสาวศุภณัฏฐ์ชำระให้แก่สหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้อง

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา แต่ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาโจทก์เฉพาะข้อกฎหมายที่ว่า แม้จำเลยทำหนังสือเอกสารหมาย จ.1 โดยความยินยอมของโจทก์ จำเลยก็มีความผิดฐานปลอมเอกสาร

          ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วว่านางสาวศุภณัฏฐ์เป็นน้องสาวของโจทก์ และเป็นเพื่อนกับจำเลย เป็นสมาชิกสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด นางสาวศุภณัฏฐ์ได้ลาออกจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจำกัด แล้วเดินทางไปต่างประเทศนางสาวสุจิภาพแจ้งให้สหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัดทราบ สหกรณ์ฯต้องการให้มีหนังสือยืนยันในเรื่องนี้ นางสาวสุจิภาพบอกให้จำเลยทราบจำเลยทำหนังสือโดยใช้ชื่อโจทก์ถึงผู้จัดการสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัดแจ้งให้ทราบถึงการที่นางสาวศุภณัฏฐ์เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศและขอลาออกจากสมาชิกของสหกรณ์ดังกล่าว ทั้งนี้โดยความยินยอมของโจทก์ ต่อมาคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัด ได้มีมติให้นางสาวศุภณัฏฐ์ออกจากการเป็นสมาชิก แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้เจ้าของลายมือชื่ออนุญาตหรือให้ความยินยอมก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้เช่นเดียวกัน การที่จำเลยทำหนังสือโดยใช้ชื่อโจทก์หรือลงลายมือชื่อโจทก์ถึงผู้จัดการสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัดตามเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 แต่การที่จะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามบทกฎหมายดังกล่าวต้องได้ความว่าการกระทำเช่นว่านั้นอยู่ในลักษณะโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โจทก์ฟ้องอ้างว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำหนังสือเอกสารหมาย จ.1 โดยความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความเสียหาย นอกจากนี้นางสาวศุภณัฏฐ์น้องสาวของโจทก์และสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัดก็ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิด

          พิพากษายืน

( กิติ บูรพรรณ์ - ชลูตม์ สวัสดิทัต - อุดม บรรลือสินธุ์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2513

ป.อ. มาตรา 264, 268
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)

          ผู้เสียหายได้รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นเซ็นชื่อแทนในใบแต่งทนาย เมื่อมีผู้นำใบแต่งทนายนั้นไปให้ทนายทำคำร้องยื่นต่อศาล ความเสียหายที่จะมีแก่ผู้เสียหาย จึงไม่มีผู้เสียหาย จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย

          เมื่อจำเลยนำคำร้องที่มีลายเซ็นชื่อผู้เสียหายปลอมโดยให้ผู้อื่นเซ็นชื่อแทนมายื่นต่อศาล ย่อมจะเห็นได้ว่าน่าจะเสียหายแก่ศาลในการรับคำร้องนั้นไว้พิจารณา จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 264

________________________________ 

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อนายโล่น นายเพ็ง นายเถิง ผู้เสียหายในใบแต่งทนายความในฐานะเป็นผู้ร้อง ขอให้ศาลจังหวัดสกลนครไต่สวนและสั่งว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดสกลนครในเขตเลือกตั้งอำเภอวานรนิวาสเป็นไปโดยมิชอบแล้วจำเลยได้ใช้ใบแต่งทนายความดังกล่าวนั้น โดยมอบให้นายสุชาติขาวสะอาดทนายความยื่นต่อศาลจังหวัดสกลนคร พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบโดยประสงค์จะให้นายสุชาติ ขาวสะอาด และศาลจังหวัดสกลนครหลงเชื่อว่า ผู้เสียหายเป็นผู้ร้องขอต่อศาล การกระทำของจำเลยกับพวกน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นายสุชาติ ศาลจังหวัดสกลนคร และประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268และให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีดำที่ 367/2511 เพราะจำเลยเป็นจำเลยคนเดียวกัน

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิจารณาเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานว่าจำเลยสมคบกับพวกปลอมลายเซ็นชื่อผู้เสียหายทั้ง 3 ในใบแต่งทนาย และฟังว่า นายคำ ปานแก้วหลานนายโล่นและเป็นบุตรเขยนายเถิงผู้เสียหายเป็นผู้เซ็นชื่อแทน โดยผู้เสียหายยินยอมเพื่อตนจะได้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่ จึงไม่ผิดฐานปลอมหรือใช้เอกสารปลอม พิพากษายกฟ้องโจทก์

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักจะฟังว่าจำเลยสมคบกับผู้ใดปลอมลายเซ็นชื่อผู้เสียหายทั้ง 3 และฟังได้เป็นยุติว่านายคำ ปานแก้วเซ็นชื่อแทนผู้เสียหายทั้ง 3 แต่ตามคำของผู้เสียหายทั้ง 3 มิได้ยอมให้เอาชื่อมาร้องต่อศาลดังจำเลยอ้างจึงพิพากษาแก้ว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ให้จำคุก 6 เดือน ให้ยกฟ้องฐานปลอมเอกสาร ส่วนข้อที่ให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาดำที่ 367/2511 ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามจำเลยในข้อนี้ และไม่ได้ความว่าคดีดังกล่าวเป็นประการใด จึงนับโทษต่อไม่ได้

          จำเลยฎีกาฝ่ายเดียว

          ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อหาฐานปลอมเอกสารเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนข้อหาว่าจำเลยจะมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่นั้นข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่านายคำ ปานแก้ว เป็นผู้เซ็นชื่อแทนผู้เสียหายทั้งสามที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายรู้เห็นยินยอมให้เซ็นชื่อแทนได้เพื่อเอาไปร้องต่อศาลขอให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้นเห็นว่า แม้ผู้เสียหายยินยอมให้เซ็นชื่อแทนได้ ก็ต้องถือว่าเป็นลายเซ็นชื่อปลอมอยู่นั่นเอง เมื่อจำเลยนำใบแต่งทนายไปให้นายสุชาติทนายความแสดงต่อศาลพร้อมคำร้อง ก็ต้องถือว่าจำเลยได้ใช้เอกสารปลอมเฉพาะส่วนที่มีลายเซ็นชื่อของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าความจริงผู้เสียหายทั้ง 3 ได้รู้เห็นยินยอมให้นายคำเซ็นชื่อแทนเพื่อร้องต่อศาล ฉะนั้นความเสียหายที่จะมีแก่ผู้เสียหายในเรื่องนี้จึงไม่มีและนายโล่น นายเถิง นายเพ็ง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายในเรื่องนี้

          แต่สำหรับความเสียหายที่จะมีแก่ศาลผู้รับคำร้องไว้ไต่สวนการพิจารณาต่อไปนั้นเป็นที่เห็นได้ว่าน่าจะเสียหายแก่ศาลได้ในการรับคำร้องส่วนที่มีลายเซ็นชื่อผู้เสียหายปลอม โดยให้ผู้อื่นเซ็นชื่อแทนจำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 มีโทษตามมาตรา 264 ซึ่งบัญญัติโทษไว้ 3 สถาน เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในคดีนี้ที่มิใช่เรื่องแกล้งร้องเท็จต่อศาล แต่เป็นความจริงที่ราษฎรในหมู่บ้านวังบงถึง 140 หลังคาเรือนต่างใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้เลยจนคนเดียว ประกอบกับผู้เสียหายก็ยินยอมให้คนของตนเซ็นชื่อแทนเพื่อร้องเรื่องการเลือกตั้ง และจะใช้สิทธิเลือกตั้งของตนตามกฎหมายแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา

          จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ปรับจำเลยหนึ่งพันบาทนอกจากนี้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( วินัย ทองลงยา - โกวิท ถิระวัฒน์ - อัศนี เกาไศยนันท์ )

 

 

คำพิพากษาฎีกาเหล่านี้ ThaiLawConsult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 25 ตุลาคม 2556