ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย
เรื่องที่ 26 ประทับตราปลอม ลงลายมือชื่อปลอม ในเอกสาร ข้อสังเกตจากพี่ตุ๊กตา 1
4 พ.ย. 2556 สส.สุเทพ เทือกสุบรรณ นำม๊อบสามเสน เดินทางไปสมทบกับม๊อบอุรุพงษ์ และตรงไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และวัดพระแก้ว เพื่อต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย ซึ่งผ่านวาระ 3 ของ สภาผู้แทนราษฎรแล้ว เหลือแต่ขั้นตอนของวุฒิสภา การจราจรในกรุงเทพฯ จึงติดขัดมาก ขณะที่ประจวบคีรีขันธ์ ม๊อบชาวสวนยาง ที่ปิดถนนร่วมมือกับตำรวจ และผู้ว่าราชการจังหวัด เริ่มเปิดถนน 4 เลน ให้รถสัญจรขึ้นลงภาคใต้ได้แล้ว
วันนี้ พี่ตุ๊กตา มีคดีปลอมเอกสารที่ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ส่งออก ขอคำปรึกษามา ว่ามีแนวทางเกี่ยวกับคดีอย่างไร พี่ตุ๊กตาจึงช่วยเร่งเขียนและเปิดหนังสือ กฎหมายอาญา ภาคความผิด เล่ม 2 ของ ศาสตราจารย์ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ อาจารย์ผู้บรรยายเนติฯ ซึ่งทีมทนาย ThaiLawConsult มีเป็นคู่มือในการประกอบอาชีพกันทุกคน (มีตั้งแต่เรียนเนติฯ แล้ว) แล้วเรียบเรียงบทความนี้ขึ้นเป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
ข้อสังเกต ตามหลักกฎหมาย
องค์ประกอบภายนอก หรือ "การกระทำ" ในการปลอมเอกสาร ตามมาตรา 264 มีดังนี้
1. ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ หรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด
2. เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง
3. ประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
4. โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ผู้อื่น หรือประชาชน
องค์ประกอบภายใน
1. เจตนา (ประสงค์ต่อผล หรือ เล็งเห็นผล)
2. เจตนาพิเศษ คือ "ได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง"
สำหรับบทความนี้ ทีมทนาย Thai Law Consult ขออธิบายเฉพาะกรณี
(1) ประทับตราปลอมเอกสาร หรือ
(2) ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
ข้อสังเกต :
1. ลายมือชื่อ หมายความรวมถึง ลายพิมพ์นิ้วมือและเครื่องหมายซึ่งบุคคลลงไว้แทนลายมือชื่อของตน (ป.อ. มาตรา 1 (10))
2. ประทับตราปลอม หมายถึง ตราที่ประทับแทนลงลายมือชื่อ ตราในที่นี้หมายความรวมถึง ตราของนิติบุคคล ตราประจำตำแหน่งซึ่งแสดงตัวบุคคลด้วย แต่ไม่หมายความถึงตราที่แสดงข้อความบางอย่าง เช่น ตราที่มีข้อความว่า "สำเนาถูกต้อง"
3. การประทับตราปลอม เช่น ตราของบริษัท บริษัทนั้นอาจไม่มีตัวตนอยู่เลยก็ได้ (ฎีกาที่ 278-279/2501)
4. การประทับตราปลอม หรือ ลงลายมือชื่อปลอม อาจกระทำลงในเอกสารปลอม หรือในเอกสารที่แท้จริงก็ได้
5. ตัวอย่าง นายแดง กู้เงิน นายดำ แต่ลงลายมือชื่อว่า นายขาว สามีของ นางแดง ว่าเป็นผู้กู้ในช่องผู้กู้ ทำให้นายดำเสียหาย เป็นการปลอมเอกสาร (ฎีกาที่ 167/2517)
มอบอำนาจให้ลงลายมือชื่อแทนไม่ได้ ข้อสังเกตจาก อาจารย์เกียรติขจร
1. การลงลายมือชื่อผู้อื่น แม้จะได้รับมอบอำนาจจากผู้อื่น ก็เป็นการลงลายมือชื่อปลอมตามมาตรา 264 โดยศาลฎีกาอ้างว่า ไม่มีกฎหมายให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้ อย่างไรก็ตาม ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ เห็นว่า คำวินิจฉัยนี้ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1008 ซึ่งมอบอำนาจให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้
2. แม้เป็นการลงลายมือชื่อปลอม แต่ก็อาจไม่ผิด มาตรา 264 เพราะจะผิดมาตรา 264 ยังต้องมีเงื่อนไขอื่นๆ ในเรื่อง "น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" และต้องมีเจตนาพิเศษ "เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง" ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2517
ป.อ. มาตรา 264, 265
ลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้เซ็นแทนกันได้ แม้จะมอบอำนาจก็เซ็นแทนไม่ได้ จำเลยเซ็นชื่อสามีจำเลยลงในสัญญามัดจำซื้อขายที่ดินจึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอม แต่ความผิดฐานปลอมเอกสารนั้นจะต้องมีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อผู้เสียหายรู้จักชื่อและตัวสามีจำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินตลอดจนจำเลยซึ่งเป็นภรรยาอยู่ก่อนแล้ว ยังได้สมัครใจเข้าทำสัญญากับจำเลยและรู้เห็นว่าจำเลยได้ลงชื่อสามีจำเลยในช่องผู้ให้สัญญาตอนทำสัญญานั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายมิได้หลงผิดหรือหลงเชื่อ จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหายตามกฎหมายสามีจำเลยก็ไม่เสียหายเพราะเป็นผู้มอบอำนาจให้จำเลยไว้ จำเลยจึงไม่มีความผิด
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ปลอมเอกสารสิทธิ โดยจำเลยลงลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้ให้สัญญาในสัญญามัดจำซื้อขายที่ดินเป็นชื่อนายไพศาล ทวีรักษากุล อันเป็นลายมือชื่อปลอม ทำให้นายเฉลิม ใจรักหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริง และจำเลยได้ใช้เอกสารปลอมดังกล่าวหลอกลวงในการฉ้อโกงทรัพย์นายเฉลิม ใจรัก โดยเจตนาทุจริตด้วยการปกปิดความจริงที่ว่านายไพศาล ทวีรักษากุล มิได้ลงลายมือชื่อในเอกสาร ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเสียหายแก่นายเฉลิม ใจรัก และผู้อื่นที่ได้เกี่ยวข้องในการทำสัญญาดังกล่าว เป็นเหตุให้นายเฉลิม ใจรัก หลงเชื่อ และจำเลยได้ค่ามัดจำจากการทำสัญญานั้นเป็นเงิน 1,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 341, 342 และให้จำเลยคืนเงิน 1,000 บาทแก่ผู้เสียหายด้วย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยกระทำผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานฉ้อโกง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ลงโทษจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 1,000 บาทให้แก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยตกลงขายที่ดินให้แก่นายเฉลิม ใจรัก ผู้เสียหาย ในราคา 9,000 บาท ผู้เสียหายวางมัดจำ 1,000 บาท จำเลยเขียนสัญญารับมัดจำ จ.1 ระบุนายไพศาล ทวีรักษากุล สามีจำเลยเป็นผู้ให้สัญญา และเขียนชื่อนายไพศาล ทวีรักษากุล ลงในช่องลงชื่อผู้ให้สัญญาด้วย ต่อมาผู้เสียหายขอชำระราคาที่ดินที่ค้าง และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยและสามีไม่ยอมรับชำระ อ้างว่าล่วงเลยกำหนดเวลาชำระแล้วเป็นการผิดสัญญา จึงริบมัดจำ
ปัญหาว่าจำเลยจะมีความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่าลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้เซ็นแทนกันได้ ดังนั้น แม้จะมอบอำนาจก็จะเซ็นแทนไม่ได้ ที่จำเลยเซ็นชื่อสามีจำเลยลงในสัญญา จ.1 จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร แต่ในความผิดฐานปลอมเอกสารนั้นจะต้องได้ความด้วยว่าอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย จึงจะเป็นความผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายรู้จักชื่อและตัวเจ้าของที่ดินตลอดจนจำเลยซึ่งเป็นภรรยาเจ้าของที่ดินอยู่แล้ว และรู้เห็นว่าจำเลยลงชื่อสามีจำเลยในช่องผู้ให้สัญญาตอนทำสัญญานั้นจากพฤติการณ์ดังกล่าว ผู้เสียหาย จึงมิได้หลงผิดหรือหลงเชื่อ ไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหายตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิด
พิพากษายืน
( อุดม จาละ - กฤษณ์ โสภิตกุล - ยงยุทธ เลอลภ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2513
ป.อ. มาตรา 264, 268
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)
ผู้เสียหายได้รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นเซ็นชื่อแทนในใบแต่งทนาย เมื่อมีผู้นำใบแต่งทนายนั้นไปให้ทนายทำคำร้องยื่นต่อศาล ความเสียหายที่จะมีแก่ผู้เสียหาย จึงไม่มีผู้เสียหาย จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
เมื่อจำเลยนำคำร้องที่มีลายเซ็นชื่อผู้เสียหายปลอมโดยให้ผู้อื่นเซ็นชื่อแทนมายื่นต่อศาล ย่อมจะเห็นได้ว่าน่าจะเสียหายแก่ศาลในการรับคำร้องนั้นไว้พิจารณา จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 264
เพียงแต่ "ลงลายมือชื่อปลอม" เท่านั้น ก็เป็นปลอมเอกสารแล้ว
ตัวอย่าง - นายแดง ขโมยบัตรเครดิตของนายดำ และนำไปใช้ชำระราคาสินค้าโดยแสดงบัตรเครดิตนั้นแก่พนักงานขายของร้านค้า โดยนายแดงลงลายมือชื่อปลอมของนายดำ ลงในใบบันทึกการขาย (แผ่นสลิป) ในช่องลายมือชื่อผู้ถือบัตร และส่งมอบใบบันทึกการขายดังกล่าว ให้แก่พนักงานขายของร้านค้า นายแดงผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม (ฎีกาที่ 2766/2546)
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน
เป็นองค์ประกอบภายนอก ซึ่งมิใช่ "ข้อเท็จจริง"
ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ใช้คำว่า เป็น "พฤติการณ์ประกอบการกระทำ" ซึ่งหมายความว่า ถ้าไม่น่าจะเกิดความเสียหาย ก็ไม่ผิด แม้พยายามก็ไม่ผิด เป็นสิ่งที่ต้องวินิจฉัยโดยระดับความรู้ของวิญญูชนทั่วไป หากวิญญูชนเห็นว่าเสียหาย ก็ถือว่าเสียหาย แม้ผู้กระทำจะไม่รู้ว่าจะทำให้เสียหายก็ตาม ฎีกาที่ 769/2540 วินิจฉัยว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็น "พฤติการณ์ที่ประกอบการกระทำ" ที่น่าจะเกิดความเสียหายได้ แม้จะไม่เกิดความเสียหายขึ้นจริง ก็พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไป
ข้อสังเกต - เพียงแต่น่าจะเกิดความเสียหาย ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว หากครบเงื่อนไขอื่นๆ ของมาตรา 264 ไม่จำต้องเกิดความเสียหายขึ้นจริง (ฎีกาที่ 1281-1282/2538)
ตัวอย่าง - กรณีที่ไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
.ฎีกาที่ 1183/2480
ป.อ. มาตรา 222 224
พฤตติการณ์ที่ไม่ถือว่าเป็นลักษณที่สมารถอาจจะเกิดความเสียหายแก่สาธารณชนหรือแก่บุคคลผู้หนึ่งผู้ใดโจทก์ทำสัญญาให้ไว้แก่จำเลยโดยถูกต้องตาม กฎหมายแต่ำม่มีพะยานลงนามภายหลังจำเลยจัดให้มีผู้ลงนามในท้ายสัญญานั้นโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยแล้วนำเอาสัญญานั้นมาฟ้องโจทก์ดังนี้จำเลยไม่มีผิดฐานปลอมหนังสือและฐานกระทำพะยานเท็จ พรบ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา 2475 ม. 3 - 4 ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ม. 2 (4) 28(2) ผู้กู้ยืมเงินโดยเสียดอกเบี้ยเกินอัตราไม่มีสิทธิฟ้องผู้ให้กู้ในความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น อ้างฎีกาที่ 968/2479
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ทำหนังสือปลอมและทำพะยานเท็จ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลจะรับไว้พิจารณาได้ จึงสั่งไม่รับฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาตัดสินว่า เรื่องเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น เห็นว่าโจทก์จะฟ้องมิได้ เพราะโจทก์มิได้เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย โจทก์ทำสัญญาชำระดอกเบี้ยโดยสมัครใจต่างหากตามนัยฎีกาที่ ๙๖๘/๒๔๗๙ ส่วนข้อหาฐานปลอมหนังสือนั้นตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาที่โจทก์ทำไว้แต่เดิมไม่มีพะยานลงชื่อ แต่บัดนี้มีพะยานลงชื่อ แต่บัดนี้มีพะยานชื่อหลายคนโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย เห็นว่าความผิดฐานปลอมหนังสือต้องประกอบด้วยลักษณที่สามารถอาจเกิดความเสียหายแก่สาธารณชนหรือแก่บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งสัญญาที่ทำไว้ในคดีนี้ลงชื่อคู่สัญญาไว้ นับว่ามีผลตามกฎหมายแล้ว แม้จะลงนามพะยานภายหลังและโจทก์ไม่ทราบตามกฎหมายก็ไม่แสดงว่าสามารถอาจเกิดความเสียหายแก่สาธารณชนหรือแก่โจทก์อย่างใด มูลฟ้องของโจทก์ฐานนี้ไม่เกิดขึ้นได้ และความผิดฐานใช้หนังสือปลอมตาม ม. ๒๒๗ จึงตกไปด้วย อหนึ่งข้อหาเรื่องทำพะยานเท็จนั้นเห็นว่าไม่มีดุจกันเพราะเมื่อสัญญาในคดีนี้สมบูรณ์มีผลบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว จะเรียกว่าจำเลยทำพะยานเท็จมิได้ จึงพิพากษายืนตาม ให้ยกฎีกาโจทก์
( ดูปลาตร์ - มนธา - อมาตย์ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2481/2528
ป.อ. มาตรา 264, 265, 266, 268, 354
พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2517
การกรอกข้อความลงในเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่น จะถือว่าเป็นการปลอมเอกสารก็ต่อเมื่อได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนการที่จำเลยกรอกข้อความในตราสารการโอนหุ้นซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อไว้แล้ว โดยไม่ได้รับคำสั่งหรือความยินยอมของโจทก์ และโอนหุ้นของโจทก์ที่มิได้สั่งขายไปเป็นของบุคคลอื่น เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และโจทก์มิได้เสียหายทั้งไม่ปรากฏว่าอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยทำตราสารการโอนหุ้นขึ้นเองทั้งฉบับโอนขายหุ้นของโจทก์ไปโดยโจทก์มิได้เสียหาย ถึงแม้โจทก์จะมิได้สั่ง หรือให้ความยินยอม จำเลยก็มิได้ทำปลอมเอกสารของผู้ใด การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โจทก์สั่งให้จำเลยซื้อหุ้น 2,000 หุ้น ต่อมาจำเลยขายหุ้นนั้น 1,000 หุ้นตามคำสั่งของโจทก์ ที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นว่ามีการขายหุ้นของโจทก์ไป 2,000 หุ้น เป็นเรื่องทางปฏิบัติในการซื้อขายหุ้นโดยจำเลยจะนำหุ้นของโจทก์ไปโอนให้แก่บุคคลอื่นก่อน เมื่อโอนแล้วจำเลยก็ได้รับรองหุ้นของโจทก์ที่เหลืออยู่ทั้งต่อมาโจทก์ก็ได้รับหุ้น 1,000 หุ้นไปจากจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต แม้จะดำเนินการโอนหุ้นไปโดยพลการก็ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก
เจตนาพิเศษ คือ ได้กระทำไป "เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง"
หากขาด "เจตนาพิเศษ" การกระทำก็ไม่เป็นความผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 769/2540
ป.อ. มาตรา 59, 264, 265
จำเลยเป็นผู้ทำสัญญากู้ยืมเงินรวมทั้งลายมือชื่อส. ผู้ให้สัญญาด้วยตนเองเมื่อปี2536ภายหลังที่ส. ถึงแก่ความตายไปแล้วในปี2533และลงวันที่ย้อนหลังไปว่าได้ทำสัญญาดังกล่าวขึ้นเมื่อวันที่15ธันวาคม2531ทำให้เห็นว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นระหว่างส. กับจำเลยในขณะที่ส. ยังมีชีวิตอยู่และใจความของสัญญาดังกล่าวที่ว่าส.กู้ยืมเงินจำเลย100,000บาทถ้าส.ไม่คืนเงินจำนวนดังกล่าวส.ยอมโอนที่ดินสวนยาวพาราเนื้อที่14ไร่1งานแก่จำเลยนั้นนอกจากไม่เป็นความจริงแล้วยังน่าจะเกิดความเสียหายแก่ทายาทของส. อีกด้วยและเหตุที่จำเลยทำเอกสารดังกล่าวขึ้นเพื่อจะใช้อ้างกับด.ว่าที่ดินของส.เป็นของจำเลยและจะได้เรียกร้องค่าเสียหายต่อไปซึ่งทำให้เห็นได้ว่าการที่จำเลยกระทำดังกล่าวเพื่อให้ด. หลงเชื่อว่าเอกสารสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา265 ข้อความที่ว่า"โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน"ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา264นั้นไม่ใช่การกระทำโดยแท้และไม่ใช่เจตนาพิเศษจึงไม่เกี่ยวกับเจตนาแต่เป็นพฤติการณ์ที่ประกอบการกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายได้แม้จะไม่เกิดความเสียหายขึ้นจริงก็เป็นองค์ประกอบความผิดที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลยส่วนคำว่าผู้หนึ่งผู้ใดในข้อความที่ว่า"ได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง"นั้นแสดงว่านอกจากเป็นการกระทำโดยเจตนาแล้วยังต้องมีเจตนาพิเศษในการกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงด้วยโดยมิได้เจาะจงผู้ที่ถูกกระทำให้หลงเชื่อไว้โดยเฉพาะว่าจะต้องเป็นผู้ใดดังนั้นการที่จำเลยเจตนากระทำเอกสารปลอมขึ้นเพื่อให้ด. หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงก็เป็นความผิดแล้วแม้จำเลยยังมิได้นำเอกสารดังกล่าวไปใช้แสดงต่อด.ก็ตามทั้งบุคคลที่จะถูกทำให้หลงเชื่อนี้กฎหมายมิได้กำหนดว่าจำต้องเกี่ยวโยงเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับบุคคลที่น่าจะเกิดความเสียหายเพราะการกระทำของจำเลยคือทายาทของส. แต่อย่างใดแต่อาจเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา265แล้วกรณีไม่จำต้องปรับบทด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา264อีก
ข้อสังเกตจากพี่ตุ๊กตา 1 |
ข้อต่อสู้ของทนายจำเลยว่า ผู้กระทำไม่ผิดฐานปลอมเอกสาร เพราะเหตุผลต่างๆกันดังนี้
A. เพราะไม่ได้ปลอมใด ๆ เลย เช่น ครูใหญ่ (มีอำนาจออกใบสุทธิ) ออกใบสุทธิแก่นักเรียนที่สอบไล่ได้ชั้น ป.2 ว่า สอบไล่ได้ชั้น ป.3
B. ปลอมแล้ว แต่ไม่เสียหาย เช่น แก้เลขในสลากกินแบ่ง ให้เป็นเลขที่ถูกรางวัล เพื่อนำไปให้เพื่อนดู เพื่อให้เพื่อนเลี้ยงอาหารกลางวัน (เป็นการปลอมเอกสารแล้ว) เพราะ "แก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง"
และมีเจตนาพิเศษแล้ว คือ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใด (เพื่อน) หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง แต่ไม่ผิดเพราะ ไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด (เป็นการทำเล่น สนุกๆ หยอกล้อเพื่อนฝูง เมื่อเพื่อนเลี้ยงข้าวแล้วก็บอกความจริง และขยำทิ้งถังขยะ)
C. ปลอมแล้ว น่าจะเกิดความเสียหายแล้ว แต่ขาดเจตนาพิเศษ
เพราะไม่ได้มุ่งหวังให้ใครหลงเชื่อ เช่น นายแดงลงลายมือชื่อนายดำในเช็ค ของนายดำ ต่อหน้านายขาว เพื่ออวดนายขาวว่า ตนปลอมลายมือได้เหมือน เช่นนี้เป็นการลงลายมือชื่อปลอมแล้ว และน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายดำ แต่ก็ไม่ผิด เพราะขาดเจตนาพิเศษ เนื่องจากไม่ได้ให้ใครหลงเชื่อ (ไม่ได้มุ่งหวังให้นายขาวหลงเชื่อ เพราะเซ็นต์ต่อหน้านายขาวอยู่แล้ว)
ประชาชนท่านใดมีปัญหาทำนองนี้ อีเมล์มาหาพี่ตุ๊กตานะคะ numaphon@gmail.com โทร. 098-915-0963 ทีมทนาย Thai Law Consult จะช่วยดูแล ปรึกษาคดีให้ค่ะ

