ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย

 

เรื่องที่ 27      ผู้เสียหายที่แท้จริง ผู้เสียหายโดยนิตินัย   ป.วิ.อ. 2 (4) ตัวอย่างคดี ลงลายมือชื่อปลอม

               

ทีมทนาย Thai Law Consult ยึดหลักในการให้คำปรึกษาคดีอาญาว่า ผู้ร้องทุกข์ ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้เสียหายแท้จริงหรือไม่ เมื่อพี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท. 64 ได้รับอีเมล์สอบถามว่า จะมีทางออกในการต่อสู้หรือฟ้องคดีอย่างไร จึงร่วมกับทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ , ทนายขัตติยะ นวลอนงค์ เรียบเรียงบทความเรื่องผู้เสียหายขึ้น เพื่อนำเสนอเป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน

 

หลักกฎหมาย   ป.วิ.อ.

มาตรา 2 ในประมวลกฎหมายนี้
(4) "ผู้เสียหาย" หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจ จัดการแทนได้ดั่งบัญญัติไว้ใน มาตรา 4 มาตรา 5 และ มาตรา 6 

มาตรา 4 ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี หญิงนั้นมีสิทธิ ฟ้องคดีได้เอง โดยมิต้องได้รับอนุญาตของสามีก่อน
ภายใต้บังคับแห่ง มาตรา 5 (2) สามีมีสิทธิฟ้องคดีอาญาแทน ภริยาได้ ต่อเมื่อได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภริยา

มาตรา 5 บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่ง ได้กระทำต่อผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล
(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิด อาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะ จัดการเองได้
(3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิด ซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น 

มาตรา 6 ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนโดย ชอบธรรมหรือเป็นผู้วิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถ ไม่มีผู้อนุบาล หรือซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลไม่สามารถจะทำการตาม หน้าที่โดยเหตุหนึ่งเหตุใด รวมทั้งมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์ หรือคนไร้ความสามารถนั้น ๆ ญาติของผู้นั้นหรือผู้มีประโยชน์ เกี่ยวข้องอาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีได้
เมื่อได้ไต่สวนแล้วให้ศาลตั้งผู้ร้องหรือบุคคลอื่น ซึ่งยินยอมตาม ที่เห็นสมควรเป็นผู้แทนเฉพาะคดี เมื่อไม่มีบุคคลใดเป็นผู้แทนให้ ศาลตั้งพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้แทน
ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในเรื่องขอตั้งเป็นผู้แทนเฉพาะคดี

ผู้เสียหาย มี 2 ประเภท คือ

(1)   ผู้เสียหายที่แท้จริง

(2)   ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่แท้จริง (มาตรา 4, 5, 6)

 

บทความนี้ ทีมทนาย Thai Law Consult ขออธิบายเฉพาะ ผู้เสียหายที่แท้จริง

ผู้เสียหายที่แท้จริง

มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1.   มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นต่อบุคคลนั้น

2.   บุคคลนั้นได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดนั้น กล่าวคือ เป็นผู้เสียหายโดยพฤตินัย

3.   บุคคลนั้นเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย กล่าวคือ เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

 

ทีมทนาย Thai Law Consult เปิดหนังสือ หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของ อาจารย์ เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ แล้ว ขออธิบายดังนี้

1.   มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายใดๆ ก็ได้ ที่มีโทษในทางอาญา

หากความผิดไม่เกิด เพราะผู้เกี่ยวข้อง "ยินยอม" ก็ไม่ต้องพิจารณาเรื่อง "ผู้เสียหาย" เลย

ตัวอย่าง - นายแดง และ นายดำ สมัครใจชกมวยกัน ที่สนามซ้อมมวยของนายขาว มีการสวมนวมชกกัน 5 ยก ๆ ละ 3 นาที พัก 2 นาที มีกรรมการห้าม และกรรมการจับเวลา ชกกัน 5 ยก เสมอกัน

ต่อมา วันที่ 3 กันยายน 2508 นายดำตาย เพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

นายแดง ไม่มีความผิด ฐานฆ่าคนตายโดยไม่มีเจตนา ตาม ป.อ. 290 เพราะความยินยอมชกมวยลักษณะนี้ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี จึงยกเว้นความผิดฐานทำร้ายร่างกายได้

เมื่อการทำร้ายร่างกายไม่เป็นความผิด แม้ผู้ถูกทำร้ายจะตาย ก็ไม่ผิด มาตรา 290

ข้อเท็จจริงนี้ มาจากฎีกา 1093/2510 ซึ่งเป็นเรื่องที่นายขาว บิดาของนายดำ เป็นโจทก์ฟ้องนายแดง ตามมาตรา 290 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายขาว ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะนายดำ ผู้ตาย ไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามกฎหมาย เพราะสมัครใจชกมวยซึ่งกันและกัน

กรณีลงลายมือชื่อปลอม

แม้จะเป็นการปลอมเอกสาร ตาม ป.อ. 264 แต่เมื่อเจ้าของลายมือชื่อให้ความยินยอม การกระทำก็ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร เพราะไม่น่าจะเกิดความเสียหาย

ฎีกาที่ 1526/2525 วินิจฉัยว่า ลายมือชื่อนั้น ไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้เจ้าของลายมือชื่ออนุญาตหรือให้ความยินยอม ก็ลงแทนกันไม่ได้

แต่เมื่อนางขาวยินยอม การกระทำของนางแดงจึงไม่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน เพราะนางขาว นางเหลือง น้องสาวนางขาวหรือสหกรณ์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย

การกระทำของนางแดง จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ตาม ป.อ. 265 ตามที่นางเหลืองเป็นโจทก์ฟ้อง

ข้อสังเกต - ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำไม่เป็นความผิด เหตุผลเพราะ การปลอมเอกสารจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อน่าจะเกิดความเสียหายด้วย

เมื่อการปลอมเอกสารไม่น่าจะเกิดความเสียหาย การปลอมเอกสารนั้น ก็ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร

พี่ตุ๊กตา ตั้งข้อสังเกตว่า

ศาลฎีกาไม่ได้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ นางขาว ไม่ใช่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพราะประเด็นเรื่องผู้เสียหาย จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก็ต่อเมื่อ การกระทำนั้น ๆ เป็นความผิดแล้ว

กล่าวคือ ครบองค์ประกอบความผิดภายนอก และ องค์ประกอบภายใน ของความผิดนั้นแล้ว จากนั้น ค่อยพิจารณาว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เสียหายหรือไม่

ฎีกาที่ 1526/2525

ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)
ป.อ. มาตรา 264

          กรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้แม้เจ้าของลายมือชื่ออนุญาตหรือให้ความยินยอมก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยทำหนังสือถึงผู้จัดการสหกรณ์ แจ้งให้ทราบว่า ศ. น้องสาวโจทก์เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศและขอลาออกจากสมาชิกสหกรณ์ โดยใช้ชื่อโจทก์หรือลงลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยทำหนังสือดังกล่าวโดยความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความเสียหาย ศ.และสหกรณ์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิด

2.   บุคคลนั้นได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดนั้น กล่าวคือ เป็นผู้เสียหายโดยพฤตินัย

หมายความว่า ได้รับความเสียหาย เพราะการกระทำความผิดนั้น

 

3.   บุคคลนั้นเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย กล่าวคือ เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

ตามแนวคำพิพากษาฎีกา

หากบุคคลมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด

ยินยอมให้มีการกระทำความผิด หรือ

พัวพันในการกระทำความผิด หรือ

เป็นการกระทำโดยมิชอบ บุคคลนั้น ไม่ใช่ผู้เสียหาย

ตามฎีกาที่ 7640/2550 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้ตายข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้าม จึงเป็นการกระทำโดยประมาท นับว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ในความผิดตาม ป.อ. 291

ผลคือ มารดาของผู้ตาย ไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย (ผู้เสียหาย) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) , 5 (2) , 3 (2)

 

สรุป : ทีมทนาย Thai Law Consult ขอนำฎีกา 1526/2525 มานำเสนอ เพื่อตอบคำถามประชาชน และผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์เหล็กว่า ทางออกของคดี เรื่อง ผู้เสียหาย โดยนิตินัย เป็นอย่างไร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1526/2525

ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)
ป.อ. มาตรา 264

          กรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้แม้เจ้าของลายมือชื่ออนุญาตหรือให้ความยินยอมก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยทำหนังสือถึงผู้จัดการสหกรณ์ แจ้งให้ทราบว่า ศ. น้องสาวโจทก์เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศและขอลาออกจากสมาชิกสหกรณ์ โดยใช้ชื่อโจทก์หรือลงลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยทำหนังสือดังกล่าวโดยความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความเสียหาย ศ.และสหกรณ์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิด

________________________________ 

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแสดงตนเป็นโจทก์ ปลอมหนังสือถึงผู้จัดการสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด อ้างว่าเป็นพี่สาวของนางสาวศุภณัฏฐ์ขอลาออกจากสมาชิกสหกรณ์ ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด แทนตัวนางสาวศุภณัฏฐ์ซึ่งเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ และจำเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด หลงเชื่อ อนุญาตให้นางสาวศุภณัฏฐ์ออกจากการเป็นสมาชิก และหักเงินค่าหุ้นและบรรดาเงินอื่น ๆ ของนางสาวศุภณัฏฐ์ชำระให้แก่สหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้อง

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา แต่ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาโจทก์เฉพาะข้อกฎหมายที่ว่า แม้จำเลยทำหนังสือเอกสารหมาย จ.1 โดยความยินยอมของโจทก์ จำเลยก็มีความผิดฐานปลอมเอกสาร

          ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วว่านางสาวศุภณัฏฐ์เป็นน้องสาวของโจทก์ และเป็นเพื่อนกับจำเลย เป็นสมาชิกสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด นางสาวศุภณัฏฐ์ได้ลาออกจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจำกัด แล้วเดินทางไปต่างประเทศนางสาวสุจิภาพแจ้งให้สหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัดทราบ สหกรณ์ฯต้องการให้มีหนังสือยืนยันในเรื่องนี้ นางสาวสุจิภาพบอกให้จำเลยทราบจำเลยทำหนังสือโดยใช้ชื่อโจทก์ถึงผู้จัดการสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัดแจ้งให้ทราบถึงการที่นางสาวศุภณัฏฐ์เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศและขอลาออกจากสมาชิกของสหกรณ์ดังกล่าว ทั้งนี้โดยความยินยอมของโจทก์ ต่อมาคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัด ได้มีมติให้นางสาวศุภณัฏฐ์ออกจากการเป็นสมาชิก แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้เจ้าของลายมือชื่ออนุญาตหรือให้ความยินยอมก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้เช่นเดียวกัน การที่จำเลยทำหนังสือโดยใช้ชื่อโจทก์หรือลงลายมือชื่อโจทก์ถึงผู้จัดการสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัดตามเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 แต่การที่จะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามบทกฎหมายดังกล่าวต้องได้ความว่าการกระทำเช่นว่านั้นอยู่ในลักษณะโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โจทก์ฟ้องอ้างว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำหนังสือเอกสารหมาย จ.1 โดยความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความเสียหาย นอกจากนี้นางสาวศุภณัฏฐ์น้องสาวของโจทก์และสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์จำกัดก็ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิด

          พิพากษายืน

( กิติ บูรพรรณ์ - ชลูตม์ สวัสดิทัต - อุดม บรรลือสินธุ์ )

 

Thai Law Consult นำฎีกาเหล่านี้ มาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 4 พ.ย. 2556