ปรึกษาคดี จัดซื้อ-จัดจ้าง

 

เรื่องที่ 34       แนวทางการตัดสินคดี การทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ
ศาลปกครองกลาง วางหลัก คดีแดงที่ 1051/2555

              

                    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ศาลโลก อ่านคำพิพากษาคดี "พระวิหาร" ให้ 2 ชาติ ดูแลปราสาท ไทยไม่เสีย 4.6 ตารางกิโลเมตร ไม่รับเส้นเขตแดน ตามมติ ครม. 2505 สั่ง ไทย-กัมพูชา จับเข่า บริเวณพระวิหาร ปู-ทูตวีรชัย-ปึ้ง ลั่นพอใจ คำตัดสินของศาลโลก จึงไม่หนักนักสำหรับสถานการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่โดนกดดัน จากมวลมหาประชาชน เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ของ ส.ส. ประชาธิปัตย์ นำโดย คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ (ดูภาพจาก ทีวีช่อง Blue Sky ของพรรคประชาธิปัตย์) ประชาชนมากจริงๆ ส.ส. 9 คน ของประชาธิปัตย์ ลาออก มาเล่นเกม ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เต็มตัว

ขณะเดียวกัน วันนี้ วุฒิสภา มีมติคว่ำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย แล้ว แต่ผู้นำม็อบ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ยังประกาศเดินหน้าไล่รัฐบาลปู

ขณะที่คดี เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ อดีตมือปืนทีมชาติไทย ถูกฆ่า มีข่าวว่า แม่หมอนิ่ม รับว่า จ้างวานฆ่าเอ็กซ์ ตำรวจให้ประกัน 3 ผู้ต้องหา

วันนี้ ทีมทนาย Thai Law Consult พยายามหาคำพิพากษา ฉบับเต็ม ของ ศาลปกครองกลาง คดีดำที่ 1073/2551 คดีแดงที่ 1051/2555 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ระหว่าง นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ฟ้องคดี กับ ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดี แต่หาไม่ได้ จึงนำบางส่วนมาลงไว้ ดังนี้

 

1.  มติ ก.พ. มีว่า กรณี จึงมีเหตุอันควรลดโทษ จาก ไล่ออก เป็น ปลดออกจากราชการ

2.  ผู้ถูกฟ้องคดี จึงมีคำสั่งกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดโทษ ลงวันที่ ........ ลดโทษ ผู้ฟ้องคดี จาก ไล่ออก เป็นปลดออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดี มิได้เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้อง ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม พร้อมทั้งให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่พึ่งได้รับในช่วงเวลาดังกล่าวนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ

3.  ศาลปกครองสูงสุด มีคำวินิจฉัยดังนี้

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ตามคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 658/2551 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ที่ลดโทษเป็นปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า

มาตรา 82 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 บัญญัติว่า การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ มาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมติว่า ข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหานั้น เป็นอันตกไป ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า มีมูลความผิด ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ถ้ามีมูลความผิดทางวินัย ให้ดำเนินการตามมาตรา 92 (2) ถ้ามีมูลความผิดทางอาญา ให้ดำเนินการตามมาตรา 97

ทั้งนี้ มาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติว่า ในกรณีมีมูลความผิดทางวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้ว มีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทำความผิดวินัย ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้น เพื่อพิจารณาโทษทางวินัย ตามมาตรฐานความผิด ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติ โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก

ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมาย หรือ ระเบียบ หรือ ข้อบังคับ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ แล้วแต่กรณี

เมื่อคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งมาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ ที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องนำมาประกอบการออกคำสั่งลงโทษทางวินัย

ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามสำนวนการสอบสวนทางวินัย ประกอบกับรายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมทั้งคำฟ้อง คำอุทธรณ์ ของผู้ฟ้องคดี และเอกสารอื่นที่ปรากฏในสำนวนคดีทั้งหมดแล้ว

มีประเด็นต้องพิจารณาว่า

การกระทำของผู้ฟ้องคดี ตามกรณีที่ถูกกล่าวหา

เป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 82 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 หรือไม่

พิจารณาจากความในมาตรา 82 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว

เห็นว่า การกระทำที่จะถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการนั้น

จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการ คือ

(1) มีหน้าที่ราชการที่ต้องปฏิบัติราชการ

(2) ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ ซึ่งคำว่า "โดยมิชอบ" หมายความว่า ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ คำสั่งของผู้บังคับบัญชา

(3) เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ ซึ่งคำว่า "ประโยชน์" หมายถึง สิ่งที่ได้รับอันเป็นคุณแก่ผู้ได้รับ ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินก็ได้ และคำว่า "มิควรได้" หมายถึง ไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะได้รับประโยชน์ใดๆ ตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น และ

(4) โดยมีเจตนาทุจริต ซึ่งคำว่า "ทุจริต" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่น

นอกจากนั้น การพิจารณาว่า การกระทำใดจะเข้าลักษณะที่ถือได้ว่า เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาถึงเจตนาของผู้กระทำด้วย ว่ามีเจตนาทุจริตโดยมุ่งที่จะให้ตนเองหรือผู้อื่น ที่ได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ ประกอบด้วย

ดังนั้น กรณีที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ใดกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 82 วรรคสาม หรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาว่ามีการกระทำที่เข้าลักษณะตามองค์ประกอบทั้ง 4 ประการ ดังกล่าวข้างต้น เพียงใดหรือไม่

 

ข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ..........

หมายเหตุ : ทีมทนาย ThaiLawConsult

1.  เมื่อศาลปกครองสูงสุด วางหลักว่า "การกระทำที่จะถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการนั้น จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการ"

ดังนั้น การต่อสู้คดี ของผู้ถูกกล่าวหา หรือ ถูกลงโทษทางวินัย ต้องต่อสู้ว่า ตนมีมูลเหตุในการทำผิดพลาด หรือไม่ผิดพลาด แต่ไม่มีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เพื่อให้ผู้มีอำนาจ ยกข้อกล่าวหา

2.   แนะนำว่า ในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริง หรือ ในชั้นสอบสวน เพื่อลงโทษทางวินัย ถ้าผู้มีอำนาจภายในหน่วยงาน เห็นว่า ผู้ถูกสอบสวนน่าจะกระทำผิดระเบียบจริง แต่ไม่น่าจะมีเจตนาทุจริต ก็ควรลงโทษให้หนัก เพื่อให้เรื่องจบภายในหน่วยงาน

3.   จาก 2. ในชั้น องค์คณะกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ถ้าลงโทษตาม 2. พอสมควรแล้ว มักยุติการสอบสวน หรือยกข้อกล่าวหา

4.   ถ้าตาม 2. ลงโทษน้อย มักถูกองค์คณะไต่สวน ป.ป.ช. "ไม่ยกคำร้อง" เพราะเห็นว่า ช่วยกัน อย่างน่าเกลียด

5.   ทนายความ หรือ ผู้ถูกกล่าวหา ต้องยกข้อเท็จจริง ขึ้นต่อสู้ ให้เข้ากับหลักการทั้ง 4 ข้อ ที่ศาลปกครองสูงสุด วางไว้

พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท. 64 ขอเวลาหน่อยนะคะ จะนำคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ฉบับเต็มมาลงไว้ต่อไปค่ะ

 

 

เพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายของประชาชน พี่ตุ๊กตา ขอนำบทความจาก FacebookPage "หลักกฎหมายปกครองวันละเรื่อง" มานำเสนอที่นี่ อีกครั้งหนึ่งค่ะ

การกระทำผิดวินัยร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 98 วรรคสอง บัญญัติว่า
“กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษา ถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยร้ายแรง”
ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85 บัญญัติว่า
“มาตรา ๘๕ การกระทำผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
(๔) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
(๖) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึง ที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”
ตามผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงทั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้า ราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 (ที่ถูกยกเลิก) นั้น มีความผิด 2 ฐาน คือ
1. กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
2. กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึง ที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ในที่นี้จะขออธิบายความผิดฐานที่ 1 ก่อนเพราะจะเป็ฯฐานความเข้าใจในองค์ประกอบคยามผิดฐานที่ 2 ต่อไป

1. ความผิดฐานกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษ

ความผิดฐานนี้เป็นการประพฤติชั่วร้ายแรงที่ค่อนข้างจะชัดแจ้งว่า ถ้าเป็นการกระทำความผิดอาญา เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลได้พิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุก (คือ ประหารชีวิตนั้นเอง) และได้รับโทษโดยมีการจำคุกจริง (ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 36/2542 และที่ 1/2556) ถ้าศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่รอการลงโทษหรือรอการรับโทษ ไม่ถือเป็นการกระทำความผิดฐานนี้ แต่ถ้าพฤติการณ์การกระทำความผิดอาญาร้ายแรงแม้จะศาลพิพากษาถึงที่สุดรอการลง โทษหรือรอการรับโทษ แต่ก็อาจจะถือว่าเป็นความผิดฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว อย่างร้ายแรงก็ได้ ซึ่งจะต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายๆกรณีไป

2. ความผิดฐาน กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ไม่ได้ให้คำนิยามความหมายคำว่า ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงไว้ จึงเป็นดุลพินิจของฝ่ายปกครองที่จะพิจารณาว่าพฤติการณ์อย่างไรที่เข้าข่าย เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งฝ่ายปกครองจะต้องพิจารณาตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเมื่อพิจารณาจากมาตรา 98 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 เห็นได้ว่า มาตราดังกล่าวได้บัญญัติถึงพฤติการณ์ที่เป็นความผิดวินัยร้ายแรงไว้ว่า เป็นการกระทำผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือรับโทษที่หนัก กว่าจำคุก การกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงควรเป็นการกระทำที่มีระดับความรุนแรงของพฤติการณ์เทียบเคียงได้กับการ กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุก ดังนั้น การพิจารณาว่า การกระทำใดเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงที่เป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น โดยพิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ประการ ร่วมกันดังนี้

(1) ตำแหน่งหน้าที่ราชการ หน้าที่ความรับผิดชอบ
(2) ความรู้สึกหรือเจตนาในการกระทำนั้นเป็นสำคัญ และ
(3) พิจารณารายละเอียดข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เป็นเรื่องๆ ไป ว่ามีผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งข้าราชการ และความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไป หรือความรู้สึกของสังคมว่ารู้สึกรังเกียจต่อการกระทำนั้นๆ ว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือไม่ ทั้งนี้ตามแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 354/2551, อ.63/2549, อ.360/2549

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทั้งสามประการข้างต้นแล้วก็ต้องเปรียบเทียบว่า พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวมีความใกล้เคียงเทียบที่เป็นลักษณะการกระทำที่มี ระดับความรุนแรงของพฤติการณ์เทียบเคียงได้กับการกระทำความผิดอาญาจนได้รับ โทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุก (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 151/2554)

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.132/2553
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 02.20 น. ผู้ฟ้องคดี ถูกจับกุมและส่งตรวจปัสสาวะที่ร้านกรีนฟิวผับ และแจ้งชื่อของตนเองอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมว่าชื่อนาย น. ผลการตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง พนักงานสอบสวน จึงดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดี แต่พนักงานอัยการจังหวัดประจำศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่ง ไม่ฟ้องเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แจ้งชื่อและสกุล อันเป็นเท็จและได้ให้การรับสารภาพไว้ในบันทึกการจับกุม จึงเป็นพิรุธว่าหากผู้ฟ้องคดีไม่ได้กระทำความผิดก็ไม่จำต้องให้การรับสารภาพ การกระทำของผู้ฟ้องคดีเห็นได้ว่า มีเจตนาเสพยาเสพติดให้โทษ อันมีลักษณะเป็นการไม่รักษาชื่อเสียงตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ซึ่งเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 104 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดหลักเกณฑ์การ ลงทัณฑ์ข้าราชการตำรวจผู้กระทำผิดวินัยฐานมี (มีไว้เพื่อเสพ) หรือเสพหรือติดยาเสพติดให้โทษ กำหนดระดับทัณฑ์คือปลดออกก็ตาม แต่การเสพยาเสพติด ในสถานที่ชุมชนท่ามกลางคนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งแจ้งชื่อตัวและชื่อสกุลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นพฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ควรกระทำ ทั้งยังละเว้นไม่จับกุม ผู้เสพยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามมาตรา 152 แห่งประมวลกฎหมายอาญา การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่ง ลงโทษไล่ออกจากราชการและคำสั่งยกอุทธรณ์ของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.84/2553 (ThaiLawConsult นำฉบับเต็มมาลงไว้ด้านล่างแล้วค่ะ)
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามความเห็นของกอง นิติการ จึงเป็นการดำเนินการโดยชอบตามข้อ 33 ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา เมื่อผลการสอบสวนพยานเพิ่มเติมจำนวน 7 ราย ให้การสอดคล้องกันว่ามีการเรียกรับค่าตอบแทนจริง โดยมีผู้รับจ้างจำนวน 3 ราย คือ นาย ม. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล. นาย ญ. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. และนาย ธ. กรรมการผู้จัดการของบริษัท ศ. จำกัด ให้การเพิ่มเติมตรงกันว่าใช้เงินส่วนตัวจ่ายให้กับผู้ฟ้องคดี ประกอบกับคำให้การของพยานบุคคลรายอื่นๆ ที่ให้การเพิ่มเติมมิได้มีประเด็นใดขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับคำให้การเดิม ที่เคยให้การไว้กับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนวินัย แต่อย่างใด พฤติกรรมของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตน หาประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยเรียกร้องรับเงินจากผู้รับจ้างอันเป็นการกระทำที่ ผิดวินัยตาม ข้อ 30 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2537 และถือเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ 46 แห่งระเบียบเดียวกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อาศัยอำนาจตามข้อ 52 ของระเบียบดังกล่าว สั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (อ.ก.พ.กระทรวงคมนาคม) ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.38/2553
ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ (งานธุรการคดี) สถานีตำรวจภูธรตำบลโพทะเล จังหวัดสิงห์บุรี ได้ถูกพันตำรวจเอก ส. ผู้กำกับการ 2 ประจำกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด กับพวก เข้าจับกุมตัวโดยแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาม้า) ไว้ในความครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ยึดโทรศัพท์มือถือยี่ห้อเทคโนโฟน หมายเลข 0-1431-8954 ไว้เป็นของกลาง ตามที่นาย บ. ผู้ต้องหาในข้อหาเดียวกันได้ให้การรับสารภาพพร้อมทั้งให้การเพิ่มเติมว่าผู้ ฟ้องคดีเป็นผู้นำยาม้าของกลางมาให้ขาย ผู้ฟ้องคดีให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ต่อมา รองผู้บังคับการ หัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าว ได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ฟ้องคดีทราบ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบถึงสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่ สนับสนุนข้อกล่าวหาและมีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ ผู้ฟ้องคดีให้การปฏิเสธ แต่ยังไม่ขออ้างพยานเพื่อมาสืบแก้ข้อกล่าวหา เมื่อพิจารณาคำให้การของนาย บ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดี ประกอบกับการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0-1438-9400 ที่ยึดได้จากนาย บ. กับโทรศัพท์มือถือยี่ห้อเทคโนโฟน หมายเลข 0-1431-8954 ที่ยึดได้จากผู้ฟ้องคดี ปรากฏว่าโทรศัพท์ทั้งสองหมายเลขมีการติดต่อกันถึง 101 ครั้ง ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือนเศษ แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้ติดต่อกับนาย บ. ตลอดเวลา เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดี ประกอบกับพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว เชื่อได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้นำยาม้าไปมอบให้กับนาย บ. เพื่อขายและให้โทรศัพท์มือถือเอาไว้สำหรับติดต่อเรื่องดังกล่าว อันเป็นการร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 ไว้ในความครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ในทางคดีอาญา ศาลอาญาจะได้มี คำพิพากษาให้ยกฟ้องผู้ฟ้องคดีและศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลอาญา คดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่การดำเนินการลงโทษทางวินัยมีหลักเกณฑ์และกระบวนการที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ ต่างหากจากการดำเนินคดีอาญา ผลของการพิจารณาดำเนินการทางวินัยจึงไม่จำเป็น ที่จะต้องตรงกับผลทางคดีอาญาเสมอไป อีกทั้งกรณีการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่ง ด่วนของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการโดยเคร่งครัดและจริงจัง การที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงใน การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในเรื่องดังกล่าวกลับเป็นผู้มีพฤติกรรมกระทำผิด เสียเองย่อมมีผลกระทบต่อภาพพจน์และชื่อเสียงของตนเองและก่อให้เกิดความเสีย หายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง จึงเข้าลักษณะเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้าย แรงตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.6/2553
ผู้ฟ้องคดีเคยเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ได้รับยศครั้งสุดท้ายเป็นร้อยตำรวจโท กองบังคับการฝึกพิเศษ ค่ายพระยาสุรสีห์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกฟ้อง เป็นจำเลยในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายกรัฐมนตรี) มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เมื่อสำนวนการสอบสวนไม่มี ประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ กรณีมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงร้อยตำรวจโท ส. (ผู้ตาย) 3 นัด ถึงแก่ความตาย คงมีแต่นาง อ. ภรรยาของผู้ตาย ซึ่งอ้างว่าผู้ตายบอกชื่อคนร้ายว่าเป็น ผู้ฟ้องคดี แต่กลับไม่ได้แจ้งเกี่ยวกับคำพูดของผู้ตายที่ระบุชื่อผู้ฟ้องคดีให้แก่ พนักงานสอบสวนที่มาในที่เกิดเหตุในเวลาที่ใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุทราบเลย จึงเป็นพิรุธน่าระแวงสงสัย ทั้งยังปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้มายังที่เกิดเหตุด้วย เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้จับกุมดำเนินคดีโดยง่ายและรวดเร็ว แต่นาง อ. เพิ่งมาให้การถึงถ้อยคำของผู้ตายหลังจาก เกิดเหตุแล้ว 3 วัน และเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานที่เกิดเหตุ วิถีกระสุนและเวลา ที่เกิดเหตุ แสดงว่าคนร้ายดักซุ่มยิงระยะไกล อีกทั้งคำเบิกความต่อศาลในคดีอาญา ของนายแพทย์ น. ผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายแล้ว จากลักษณะบาดแผลของผู้ตายประกอบสภาพแวดล้อมในขณะเกิดเหตุไม่น่าเชื่อว่าผู้ ตายจะทันเห็นตัวคนร้ายและสามารถบอกชื่อคนร้ายให้นาง อ. ทราบได้ ส่วนพยานปากอื่นเช่นจ่าสิบตำรวจ ส. ดาบตำรวจ อ. และสิบตำรวจตรี ป. ซึ่งอ้างว่าเห็นชายเหมือนจำเลย (ผู้ฟ้องคดี) ขับรถจักรยานยนต์ออกจากป่ายูคาลิปตัสข้างทางขณะที่พยานทั้งสามกำลังนำผู้ตาย ไปส่งโรงพยาบาลนั้น ก็ยังไม่อาจเป็นยุติว่า ชายคนดังกล่าวจะใช่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ แม้จะฟังว่าเป็นผู้ฟ้องคดีจริงก็เป็นเหตุการณ์คนละช่วงตอนอันห่างจากขณะเกิด เหตุ ทั้งเวลา และระยะทางซึ่งไม่อาจชี้ให้เห็นความเกี่ยวพันกับการกระทำผิดได้ อีกประการหนึ่ง วิสัยผู้กระทำผิดมักรีบร้อนหลบหนีทันทีที่กระทำผิดแล้ว พยานหลักฐานที่นำสืบมายังไม่พอฟังลงโทษผู้ฟ้องคดีได้ เมื่อไม่ปรากฏการกระทำหรือพฤติการณ์อื่นใดของผู้ฟ้องคดีที่เป็นการประพฤติ ชั่วอย่างร้ายแรงอีก กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทำการอื่นใดอัน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 หรือมีมลทินหรือมัวหมอง ตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 กรณียังฟังไม่ได้ว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ถูกกล่าวหา ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการพิจารณายกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยอาศัยเหตุดังกล่าวก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคำสั่งยกอุทธรณ์ของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และให้คืนสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายที่ผู้ฟ้องคดีพึงได้เสมือนหนึ่ง ไม่มีคำสั่งไล่ออกจากราชการ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.222/2552
คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ตำรวจภูธรภาค 9) มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณียิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน และทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว พฤติการณ์การกระทำจึงเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนและให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการตามยศและตำแหน่งเดิม ต่อไป เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังจากคำให้การของร้อยตำรวจเอก ป. ว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร ได้รับแจ้งเหตุ จึงได้ออกไปตรวจสอบพบผู้ฟ้องคดีมีอาการมึนเมาสุราพูดจาเอะอะโวยวายอยู่ที่ หน้าบ้านพักของผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีรับว่าเป็นผู้ยิงปืน เอ็ม 16 โดยยิงขึ้นฟ้า แต่ไม่ทราบว่ายิงไปกี่นัด ประกอบกับเมื่อพิจารณาคำให้การของนาย ช. ซึ่งเป็นกำนันได้ให้การว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุตนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด จึงได้เดินทางไปที่บ้านของผู้ฟ้องคดี พบผู้ฟ้องคดียืนอยู่หน้าบ้าน มีอาการมึนเมาสุรา ร้องเอะอะโวยวายตะโกนด่า ผู้ฟ้องคดีได้ให้นาย ช. ไปเรียกนาย ส. ซึ่งเป็นคู่กรณีที่เคยพิพาทกันออกมาเจรจา ปรากฏว่านาย ส. ไม่อยู่บ้าน มีแต่ภรรยาและบุตร จากการให้ถ้อยคำของบุคคลดังกล่าวซึ่งมีความเป็นกลาง จึงน่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหาจริง ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าหกล้ม อาวุธปืนตกจากมือ ทำให้กระสุนปืนดังขึ้นหลายนัด นั้น เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่ามีนาย ม. และนาย อ. รู้เห็นเหตุการณ์ นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลทั้งสองมิได้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีสะดุดก้อนหินแล้วล้มลงทำ ให้ปืนลั่นแต่อย่างใด ประกอบกับอาวุธปืน เอ็ม 16 มีระบบการยิง 2 จังหวะ ยิงครั้งละ 1 นัด กับยิงระบบอัตโนมัติ และอาวุธปืน เอ็ม 16 เป็นอาวุธสงครามที่มีอานุภาพร้ายแรง จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจได้รับการฝึกใช้อาวุธปืนมา แล้วจะนำซองบรรจุกระสุนที่บรรจุกระสุนเรียบร้อยแล้วใส่ไปในปืน เอ็ม 16 โดยปลดล็อคไปที่ระบบยิงอัตโนมัติ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นหมายความว่าผู้ฟ้องคดีเตรียมที่จะใช้อาวุธปืน เอ็ม 16 ยิงแล้ว ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในภาวะจำเป็นต้องทำเช่นนั้น คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ว่าหกล้ม อาวุธปืนพลัดตกจากมือ ทำให้ปืนลั่น จึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ตามมาตรา 104 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.221/2552
ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์เสพสุราในเวลาราชการจนมีอาการมึนเมาและทะเลาะวิวาททำ ร้ายร่างกายผู้อื่น อันถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่สังคมรังเกียจและเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ใน หน้าที่ จึงมีความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 104 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดระดับการลงทัณฑ์ (โทษ) ข้าราชการตำรวจเป็นแนวทางไว้ตามบัญชีแนบท้ายหนังสือ ตร. ที่ 0522.41/7366 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2538 โดยระบุระดับการลงทัณฑ์ (โทษ) ข้าราชการตำรวจในความผิดเกี่ยวกับการเสพสุราไว้ในลำดับที่ 8 แบ่งเป็น 4 กรณี ดังนั้น การพิจารณากำหนดโทษทางวินัยหรือ ระดับการลงโทษแก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ จึงต้องพิจารณาตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติข้างต้น และหนังสือแนบท้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำผิดวินัยหลายประการกล่าวคือเสพ สุราในเวลาราชการและกระทำความผิดในระหว่างเสพสุราด้วยการใช้ไม้ตีทำร้ายร่าง กายสิบตำรวจโท อ. จนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการกระทำผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา ความร้ายแรงแห่งกรณีจึงไม่อาจพิจารณาแต่เพียงว่าเป็นความผิดตามลำดับที่ 8.1 ซึ่งกำหนดว่าเสพสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่หรือเมาสุราเสียราชการหรือเมาสุราใน ที่ชุมชนจนเกิดเรื่องเสียหายหรือเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ แต่เพียงประการใดประการหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งพฤติการณ์ในการทำร้ายร่างกาย เป็นกรณีที่มีความร้ายแรงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในลำดับ 8.1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำอื่นใด อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 จึงต้องพิจารณาระดับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดแนวทางในการลงทัณฑ์ (โทษ) ข้าราชการตำรวจในความผิดเกี่ยวกับการเสพสุรา เป็นเพียงแนวทางประกอบการพิจารณาใช้ดุลพินิจในการลงโทษของผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจพิจารณาตามกฎหมายเท่านั้น ทั้งพฤติการณ์ในคดีนี้ก็ไม่ต้องด้วยแนวทางการลงทัณฑ์ (โทษ) ตามบัญชีแนบท้ายหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อพฤติการณ์และการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำความผิดวินัยที่มีความ ร้ายแรงแห่งการกระทำ ซึ่งผู้บังคับบัญชาอาจสั่งลงโทษ ไล่ออกจากราชการได้ การที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณามีมติให้เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ แล้วรายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วสั่งให้ดำเนินการตามมติ ก.ตร. จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งเพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.196/2552
เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ร่วมกับนางสาว ท. และนาย อ. ออกโฉนดที่ดิน โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและกระทำการอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่าง ร้ายแรงตามมาตรา 82 วรรคสาม และมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วย กฎหมาย

 

 

คดีหมายเลขดำที่ อ. ๗๒๐/๒๕๕๐
คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๘๔/๒๕๕๓

 

ผู้ฟ้องคดี            นาง.......................

ผู้ถูกฟ้องคดี       อธิบดีกรมทางหลวงชนบท  ที่ ๑
                          ทางหลวงชนบทจังหวัดเชียงใหม่  ที่ ๒
                          อ.ก.พ.กระทรวงคมนาคม  ที่ ๓

 

เรื่อง     คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ
            โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (อุทธรณ์คำพิพากษา)

                    ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ๒๙๘/๒๕๔๘
หมายเลขแดงที่ ๑๘๑/๒๕๕๐ ของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองเชียงใหม่)

                        คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า  ผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีด ชั้น ๒ สังกัดกลุ่มสนับสนุนและบำรุงรักษาที่ ๑-๖ สำนักงานทางหลวงชนบทเชียงใหม่ มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยเรื่องเรียกรับเงินจากผู้รับจ้างเป็นค่าตอบแทน
ในการจัดเตรียมเอกสารสัญญาจ้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้รับจ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้มีคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๑๒๘/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

และคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๒๔๔/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๗ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดี และหลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ได้มีคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๑๑๒๒/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๘ ลงโทษปลด
ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เนื่องจากเห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ ๔๖ วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นหนังสือลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๘ อุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าวต่อปลัดกระทรวงคมนาคมและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีขอทราบความคืบหน้าผลการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวก็ได้รับแจ้งจากกระทรวงคมนาคม ตามหนังสือ ลับ ที่ คค ๐๒๐๒/กจ ๒๔๑๘ ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ว่า ยังไม่สามารถแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบได้
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากลูกจ้างประจำไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคำให้การของพยานซึ่งเป็นผู้รับจ้างจำนวน ๕ ราย ที่ได้ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยว่าผู้ฟ้องคดีเรียกรับเงินในวันที่มาลงนามในสัญญาเป็นค่าธรรมเนียมในการจัดเตรียมเอกสารสัญญาจ้างนั้นเป็นการกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีเพราะผู้ฟ้องคดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างเฉพาะในเรื่องการพิมพ์สัญญาจ้างตามร่างที่เจ้าหน้าที่พัสดุ ส่งมาให้พิมพ์ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานในตำแหน่งตามหน้าที่เท่านั้น ไม่มีสัญญาจ้างข้อไหนที่ระบุให้ผู้รับจ้างจะต้องจ่ายเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเตรียมเอกสารสัญญาจ้างตามที่พยานซึ่งเป็นผู้รับจ้างทั้ง ๕ ราย กล่าวอ้าง อีกทั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยก็ไม่เคยแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีได้ทราบว่าพยานบุคคล ๑ ราย ที่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีเรียกรับเงินจาก
ผู้รับจ้างและพยานบุคคล ๓ ราย ที่ให้การว่าได้ยินผู้ฟ้องคดีเรียกรับเงินจากผู้รับจ้างทางโทรศัพท์ว่าเป็นผู้ใดและมีตัวตนจริงหรือไม่ ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคำสั่ง
กรมทางหลวงชนบท ที่ ๑๑๒๒/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๘ ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการนั้นทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายเป็นอย่างมาก ผู้ฟ้องคดีจึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
ขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  ดังนี้

                                ๑. เพิกถอนคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๑๑๒๒/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๘

๒. สั่งให้กรมทางหลวงชนบทรับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีด ชั้น ๒ สังกัดกลุ่มงานสนับสนุนและบำรุงรักษาทางที่ ๑ – ๖ ตำแหน่งเลขที่ตามเดิม

                                ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ประกอบการก่อสร้างซึ่งเป็นคู่สัญญาจ้างกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จำนวน ๒ ฉบับ ร้องเรียนว่า ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องเงินค่าตอบแทนในการลงนามสัญญาจ้าง
ที่ผู้ฟ้องคดีทำหน้าที่พิมพ์เอกสาร ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงชนบทที่ ๑๐ จึงได้มีคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ สทช. ที่ ๑๐/๗๐/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ซึ่งต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง
ได้มีบันทึกลับ ที่ คค ๐๗๑๕/๐๗ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อผู้อำนวยการสำนักทางหลวงชนบทที่ ๑๐ ว่าคณะกรรมการมีความเห็นพ้องกันว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมในลักษณะเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการลงนามสัญญาจาก
ผู้รับจ้างหลายรายจริงซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ หมวด ๔ ข้อ ๓๐ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และข้อ ๔๖ ฐานกระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าเป็นการประพฤติชั่ว เห็นสมควรดำเนินการสอบสวนทางวินัยต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้มีคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๑๒๘/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ประกอบคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๒๔๔/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๗ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดีตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ และตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยรายงานผลการสอบสวนให้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทราบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้สั่งการให้กองนิติการดำเนินการตรวจสอบผลการสอบสวนดังกล่าว ซึ่งกองนิติการพิจารณาแล้วได้เสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า ควรให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยดำเนินการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติมอีก ๕ ประเด็น และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยดำเนินการดังกล่าวแล้ว กองนิติการได้รายงาน พร้อมเสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าข้อเท็จจริงจากคำให้การเพิ่มเติมของพยาน ๗ ราย ต่างให้การยืนยันและสอดคล้องกันว่ามีการเรียกรับค่าตอบแทนจริง จึงมีเหตุอันควร

สงสัยอย่างยิ่งว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดตามข้อกล่าวจริง แต่การสอบสวนไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดพอลงโทษได้ หากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ เห็นควรส่งเรื่องให้ อ.ก.พ.กรมทางหลวงชนบทพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ส่งเรื่องไปให้ อ.ก.พ.กรมทางหลวงชนบทพิจารณาและทำความเห็นเสนอ ซึ่ง อ.ก.พ.กรมทางหลวงชนบทได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๘ โดยได้เสนอให้ดำเนินการตามข้อ ๖๒ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำ พ.ศ. ๒๕๓๗ กรณีลูกจ้างประจำมีมลทินหรือมัวหมอง
ในกรณีที่ถูกสอบสวน ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการให้ผู้มีอำนาจ
สั่งบรรจุตามข้อ ๑๓ สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จ โดยกรณีดังกล่าวนี้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจในการพิจารณาและสั่งลงโทษให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการได้
หากเห็นว่าการสอบสวนไม่แน่ชัดแต่กรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ฟ้องคดีได้
กระทำผิดจริง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาแล้วเห็นว่า ในสัญญาจ้างในช่วงเดือนมีนาคม
มีผู้รับจ้างหลายรายที่ได้ให้ถ้อยคำยืนยันถึงการถูกผู้ฟ้องคดีเรียกรับเงินเป็นค่าตอบแทน
และจากคำให้การของพยานที่เป็นข้าราชการและลูกจ้างในสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งผู้ที่ได้ปฏิบัติงานร่วมกับผู้ฟ้องคดี และที่ปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีต่างก็ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดีมาก่อน ได้ให้การสอดคล้องต้องกันถึงการมีพฤติกรรมการเรียกรับเงินจากผู้รับจ้างของผู้ฟ้องคดี จึงเห็นว่า
ผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมเรียกและรับเงินจากผู้รับจ้างจริงตามข้อร้องเรียน ซึ่งพฤติกรรม
การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่รักษาชื่อเสียงของตนและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย เป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็น
ผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ ๔๖ วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้อาศัยอำนาจตามข้อ ๕๒ ของระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว สั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ซึ่งเป็น
การใช้อำนาจดุลยพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

                               

ในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการลงนามในสัญญาจ้าง
ของผู้รับจ้างทั้งสิ้นนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับมอบหมายจากนายช่วย
เพชรกระจ่าง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี ให้มีหน้าที่เป็นผู้พิมพ์เอกสารการจัดซื้อ ...

......เนื่องจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในคดีนี้ มีความยาวถึง 22 หน้า พี่ตุ๊กตาและทีมทนาย Thai Law Consult จึงมีความเห็นว่า เพื่อให้การดาวน์โหลดบทความนี้ เป็นไปโดยสะดวก จึงขอคัดมาลงเฉพาะหน้า 15 ถึง 22 ซึ่งยังคงสาระครบถ้วน ถ้าประชาชนท่านใด สนใจฉบับเต็ม กรุณาดาวน์โหลดที่นี่เลยค่ะ......

 


ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของตุลาการเจ้าของสำนวน และคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี

ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  ผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีด สังกัดกลุ่มสนับสนุนและบำรุงรักษาที่ ๑-๖ สำนักงานทางหลวงชนบทเชียงใหม่ ถูกร้องเรียน
จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ลำธารคอนสตรัคชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคมงคลก่อสร้าง ว่าเรียกรับเงินค่าจัดทำสัญญาจ้าง ตามหนังสือลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๖ และลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๖ ตามลำดับ หัวหน้าทางหลวงชนบทเชียงใหม่จึงได้ตรวจสอบกรณีร้องเรียนดังกล่าวแล้วพบว่าผู้ร้องเรียนทั้งสองรายเป็นคู่สัญญาจ้างกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยมีผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทำหน้าที่พิมพ์เอกสารจัดซื้อจัดจ้าง หลังจากนั้น จึงได้เสนอให้สำนักทางหลวงชนบทที่ ๑๐ (ลำพูน) แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งผู้อำนวยการสำนักทางหลวงชนบทที่ ๑๐ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงชนบทได้มีคำสั่ง
กรมทางหลวงชนบท ที่ สทช. ที่ ๑๐/๗๐/๒๕๔๖ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าว เมื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพิจารณาแล้วจึงได้เสนอความเห็นต่อ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมในลักษณะเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการลงนามในสัญญาจากผู้รับจ้างหลายรายจริง ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ หมวด ๔  ข้อ ๓๐ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และข้อ ๔๖ ฐานกระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าเป็นการประพฤติชั่ว เห็นสมควรดำเนินการสอบสวนทางวินัยต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้มีคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๑๒๘/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ประกอบคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๒๔๔/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๗ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดีเพื่อดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๘ ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนวินัยได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า กรณียังไม่มีประจักษ์พยานและยังไม่มีพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมเรียกรับเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการลงนามในสัญญาตามข้อกล่าวหา จึงเสนอให้ยุติเรื่อง โดยมีกองนิติการเป็นผู้ตรวจสอบผลการสอบสวนดังกล่าวก่อนเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณา ซึ่งกองนิติการพิจารณาแล้วได้เสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าควรดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมอีก ๕ ประเด็น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้สั่งการ
ให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยดำเนินการตามความเห็นของกองนิติการ และเมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการสอบสวนวินัยจึงได้เสนอผลการสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวให้
กองนิติการตรวจสอบอีกครั้ง กองนิติการจึงมีหนังสือ ลับ ที่ คค ๗๗๒๘/น. ๑๔๕๖ ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ เสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า คำให้การพยานที่สอบเพิ่มเติมจำนวน ๗ ปาก สอดคล้องกันและเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันว่ามีการเรียกรับค่าตอบแทนจริง
เมื่อประกอบกับรายงานของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเดิมแล้ว มีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ฟ้องคดีได้เรียกรับเงินจากผู้รับจ้างจริง แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะลงโทษ
แต่หากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ควรส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กรมทางหลวงชนบทพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมอง
ในกรณีที่ถูกสอบสวน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้สั่งการให้นำเรื่องเสนอ อ.ก.พ.กรมทางหลวงชนบทพิจารณากรณีดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมของ อ.ก.พ.กรมทางหลวงชนบท ครั้งที่ ๒/๒๕๔๘
เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๘ พิจารณาแล้วเห็นว่า ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน ทั้งสองคณะมีความสอดคล้องกัน มีพยานบุคคล ๓ ราย ยืนยันชัดเจนว่าจ่ายเงินให้ผู้ฟ้องคดี และพยาน ๑ ราย ให้การสอดรับกับพยานผู้ซึ่งเห็นผู้ฟ้องคดีรับเงิน จึงเห็นว่าการสอบสวน
มีความชัดเจนว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมเรียกและรับเงินจากผู้รับจ้างในการลงนามในสัญญาจริง ซึ่งระดับโทษอยู่ในอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่จะพิจารณาได้ อ.ก.พ.กรมกรมทางหลวงชนบทจึงให้ความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๒๒ (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดี มีพฤติกรรมเรียกและรับเงินจากผู้รับจ้างจริงตามข้อกล่าวหา อันเป็นการกระทำต้องตาม
ข้อ ๔๖ วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงใช้อำนาจตามข้อ ๕๒ ของระเบียบกระทรวงการคลังเดียวกัน มีคำสั่งที่ ๑๑๒๒/๒๕๔๘
ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๘ ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากลูกจ้างประจำ ผู้ฟ้องคดีจึงได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดีลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๘ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๙ ว่า ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ในการจัดเตรียมเอกสารและพิมพ์สัญญาจ้าง อาศัยโอกาสที่ได้รับมอบหมายเรียกร้องเงินจากผู้รับจ้างเป็นค่าตอบแทน จึงเห็นว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดจริงมีมติให้ยกอุทธรณ์

คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อ ๓๐ วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้กำหนดว่า ห้ามมิให้ลูกจ้างประจำอาศัยหรือยินยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น และข้อ ๔๖ วรรคสอง ของระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า หากลูกจ้างประจำกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง และข้อ ๕๒ ของระเบียบเดียวกันกำหนดว่า ลูกจ้างประจำผู้ใดกระทำผิดวินัยร้ายแรง ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุสั่งปลดออกหรือไล่ออกได้ตามความร้ายแรงแห่งกรณี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สำนักงานทางหลวงชนบทเชียงใหม่ได้รับหนังสือร้องเรียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ลำธารคอนสตรัคชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคมงคลก่อสร้าง กล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการลงนามในสัญญาจ้างและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้อำนวยการทางหลวงชนบทที่ ๑๐ (ลำพูน) ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงชนบทจึงได้มีคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ สทช.ที่ ๑๐/๗๐/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งผลการสอบสวนของคณะกรรมการดังกล่าวสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ หมวด ๔ ข้อ ๓๐ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริต
ต่อหน้าที่ราชการ และข้อ ๔๖ ฐานกระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าเป็นการประพฤติชั่ว เห็นสมควรดำเนินการสอบสวนทางวินัยต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๑๒๘/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ประกอบคำสั่งกรมทางหลวงชนบท ที่ ๒๔๔/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๗ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีกล่าวหาว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยคณะกรรมการสอบสวนชุดดังกล่าวได้พิจารณาแล้ว
มีความเห็นว่า กรณีไม่มีประจักษ์พยาน และไม่มีพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมเรียกรับเงินเป็นค่าตอบแทนตามข้อกล่าวหาสมควรยุติเรื่องและรายงานผลการสอบสวนดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทราบ โดยมีกองนิติการ เป็นผู้ตรวจสอบผลการสอบสวนดังกล่าวก่อนเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณา ซึ่งกองนิติการพิจารณาแล้วได้เสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าควรดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมอีก ๕ ประเด็น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่กองนิติการเสนอ หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้ อ.ก.พ.กรมทางหลวงชนบทพิจารณา ซึ่งที่ประชุมอ.ก.พ.กรมทางหลวงชนบท ครั้งที่ ๒/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๘ มีมติให้เสนอความเห็นแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า การสอบสวนของคณะกรรมการมีความชัดเจนว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมเรียกและรับเงินจากผู้รับจ้างในการลงนามในสัญญาจ้างจริง แต่การพิจารณาระดับโทษนั้นอยู่ในอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ซึ่งเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาความเห็นของ อ.ก.พ.กรมทางหลวงชนบทแล้วเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมเรียกและรับเงินจริงจึงใช้อำนาจตามข้อ ๕๒ ของระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และเมื่อผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ก็ได้มีการพิจารณาอุทธรณ์โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี  เห็นว่า จากรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนนั้น ผู้ฟ้องคดีได้ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างในเรื่องการพิมพ์สัญญาจ้างตามร่าง
ที่เจ้าหน้าที่พัสดุส่งร่างมาให้พิมพ์ ซึ่งสอดรับกับคำให้การของนายช่วย เพชรกระจ่าง เจ้าพนักงานธุรการ ๖ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีที่ให้การว่า ได้มอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีพิมพ์เอกสารต่าง ๆ ของสำนักงาน รวมทั้งพิมพ์งานจัดซื้อ จัดจ้าง และสัญญาต่าง ๆ ซึ่งโดยปกติงานพิมพ์เอกสารทั่ว ๆ ไป ผู้ฟ้องคดีจะให้เจ้าหน้าที่คนอื่นเป็นคนพิมพ์ ส่วนงานเกี่ยวกับสัญญาจ้าง ผู้ฟ้องคดีจะพิมพ์เองเกือบทุกสัญญา โดยระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ๒๕๔๖ จะมีงานเกี่ยวกับสัญญาจ้างหลายสัญญา และในช่วงระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ มีนาคม ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นช่วงที่ตนไปราชการที่กรุงเทพมหานครจึงได้มอบหมายด้วยวาจาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดทำเอกสารสัญญาจ้างและประสานให้ผู้รับจ้างมาลงนามในสัญญา ประกอบกับคำให้การของนางสุดาภรณ์ เทพอุต และนางสาวรัชนี เมตตาจิตต์ ซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวัน สำนักงานทางหลวงชนบทเชียงใหม่และเป็นบุคคลที่ได้ร่วมงานกับผู้ฟ้องคดี ต่างก็ยืนยันตรงกันว่างานพิมพ์เอกสารสัญญาจ้างต่าง ๆ นั้น ผู้ฟ้องคดีจะเป็นผู้พิมพ์ด้วยตนเอง และในช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นช่วงที่หัวหน้าธุรการไม่อยู่ ผู้ฟ้องคดีจะเป็นผู้จัดเตรียมเอกสาร

สัญญาจ้างและเป็นผู้โทรศัพท์ไปตามผู้รับจ้างให้มาลงนามในสัญญา อีกทั้งผู้รับจ้างทั้ง ๕ ราย ที่มาลงนามในช่วงเดือนมีนาคม ต่างให้การมีสาระสำคัญตรงกันว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ติดต่อประสานงานทางโทรศัพท์ให้มาลงนามในสัญญาจ้าง ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับมอบหมายให้พิมพ์เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างและจัดเตรียมสัญญาจ้างในช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ เพราะร่างสัญญาที่เจ้าหน้าที่พัสดุร่างให้พิมพ์ได้พิมพ์เสร็จและส่งคืนให้เจ้าหน้าที่พัสดุไปแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่พัสดุจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบ เพราะผู้ฟ้องคดีไม่มีความรู้ความสามารถในการจัดทำสัญญาจ้าง และไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งผู้ฟ้องคดีไม่เคยได้รับมอบหมายใดๆ ให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับผู้รับจ้างให้มาลงนามในสัญญาจ้างแทนผู้บังคับบัญชานั้น มิอาจรับฟังได้

                                ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในการลงนามในสัญญาจ้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้รับจ้างในช่วงวันที่ ๑๗–๑๙ มีนาคม ๒๕๔๖ และผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวัน เวลา การลงนามในสัญญาดังกล่าวได้ จึงไม่มีคุณไม่มีโทษที่จะทำให้สามารถเรียกร้องผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้รับจ้างได้ เห็นว่า แม้ว่าสัญญาจ้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้รับจ้างในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีเพียง ๓ สัญญา โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคมงคลก่อสร้าง บริษัท พิทักษ์คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท อุดมธนา จำกัด
เป็นคู่สัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และมีห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคมงคลก่อสร้าง เพียงรายเดียวที่ได้ทำหนังสือลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๖ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ร้องเรียนถึงพฤติกรรมเรียกรับเงิน
ค่าจัดทำสัญญาจ้างของผู้ฟ้องคดี แต่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้จัดทำเอกสารสัญญาจ้างขึ้นทั้งหมด ๑๔ ฉบับ โดยมีผู้รับจ้างที่คู่สัญญากับ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒  จำนวน ๑๐ ราย ซึ่งยังมีห้างหุ้นส่วนจำกัด ลำธารคอนสตรัคชั่น ผู้รับจ้างที่เป็นคู่สัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ อีก ๑ ราย ที่ได้ทำหนังสือลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๖ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ร้องเรียนถึงพฤติกรรมเรียกรับเงินค่าจัดทำสัญญาจ้าง
ของผู้ฟ้องคดีด้วยเช่นกัน และจากรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสวบสวนวินัย ก็ปรากฏว่ามีผู้รับจ้างที่มาลงนามในช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ เป็นจำนวนถึง ๕ ราย ให้การมีสาระสำคัญตรงกันว่า
ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ติดต่อประสานงานทางโทรศัพท์ให้มาลงนามในสัญญาจ้างและเมื่อลงนามในสัญญาแล้วได้ถูกผู้ฟ้องคดีเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการจัดเตรียมเอกสารและพิมพ์

สัญญาจ้างจริง อีกทั้งผู้รับจ้าง ๓ ใน ๕ ราย ยืนยันว่าได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่มีเหตุผลใดที่ผู้รับจ้างทั้ง ๕ ราย ที่ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดีมาก่อนจะให้การเพื่อกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดี ประกอบกับคำให้การของนายช่วย เพชรกระจ่าง นางสุดาภรณ์ เทพอุต และนางสาวรัชนี เมตตาจิตต์ ที่ได้ยืนยันชัดเจนว่ารับรู้ถึงพฤติกรรมของผู้ฟ้องคดีว่าได้อาศัยโอกาสที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองเรียกร้องเงินจากผู้รับจ้างเป็นการตอบแทน

                                ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า สาเหตุที่กองนิติการต้องดำเนินการสอบสวนพยานทั้ง ๗ รายเพิ่มเติมอีกครั้ง เพราะพยานที่ให้ปากคำต่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยเป็นพยานชุดเดียวกับที่ได้เคยให้ปากคำต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และได้
ให้การขัดแย้งไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิงและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กองนิติการจึงต้องดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่พยานให้การขัดแย้งไม่สอดคล้องกัน อันเป็นเหตุให้พยานกลับคำให้การเป็นให้ร้ายผู้ฟ้องคดี โดยที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้กระทำตามข้อกล่าวหา ดังนั้น การที่กองนิติการสอบสวนพยานเพิ่มเติมดังกล่าว จึงเป็นการกระทำอันเป็นการไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยรายงานความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า กรณีไม่มีประจักษ์พยาน และไม่มีพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือ
และมีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมเรียกรับเงินเป็นค่าตอบแทนตามข้อกล่าวหาจึงเห็นสมควรยุติเรื่อง โดยมีกองนิติการเป็นผู้ตรวจสอบก่อนเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณา ซึ่งกองนิติการพิจารณาแล้วได้เสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าควรดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมอีก ๕ ประเด็น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยดำเนินการตามความเห็นของกองนิติการ อันเป็นการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยชอบตามข้อ ๓๓ ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา และเมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการสอบสวนวินัยจึงได้เสนอผลการสอบสวนเพิ่มเติมให้กองนิติการตรวจสอบอีกครั้ง เมื่อกองนิติการพิจารณาแล้วจึงมีหนังสือ ลับ ที่ คค ๗๗๒๘/น. ๑๔๕๖ ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ เสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า คำให้การของพยานที่สอบเพิ่มเติมจำนวน ๗ ราย สอดคล้องกันและเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันว่ามีการเรียกรับค่าตอบแทนจริง เมื่อประกอบกับรายงานของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเดิมแล้ว มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ฟ้องคดีได้เรียกรับเงินจากผู้รับจ้างจริง โดยในรายงานการสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวนั้น
มีผู้รับจ้างจำนวน ๓ ราย คือ นายมงคล ลำธาร ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ลำธารคอนสตรัคชั่น นายสัญญา ไวยเนตร หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด
ไวยเนตรก่อสร้าง และนายธนัติ  สุภาศรี กรรมการผู้จัดการของบริษัท พชรศรียนต์ จำกัด ให้การว่ายอมจ่ายเงินให้กับผู้ฟ้องคดี  อีกทั้งยังได้ให้การเพิ่มเติมตรงกันว่าได้จ่ายเงินให้กับผู้ฟ้องคดีโดยใช้เงินส่วนตัว ซึ่งแม้ว่าผู้รับจ้างรายนายธนัติ  สุภาศรี จะเคยให้การกับคณะกรรมการสอบสวนว่าตนเป็นผู้จ่ายเงินให้กับผู้ฟ้องคดีด้วยตนเองในวันที่มาลงนามในสัญญาจ้างทั้งสามฉบับซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงในเอกสารสัญญาจ้างที่ปรากฏว่านายธนัติ
ได้มอบอำนาจให้นายชวลิต  ยุปาระมี เป็นตัวแทนในการลงนามในสัญญาจ้างดังกล่าว แต่นายธนัติก็ได้ให้การเพิ่มเติมชี้แจงว่า ตนได้ทบทวนรายละเอียดของเหตุการณ์ในวันที่
มาลงนามในสัญญาจ้างแล้ว แต่เนื่องจากเหตุการณ์ได้ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว จึงขอแก้ไขคำให้การเดิมและขอให้การใหม่ว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีนำสัญญาจ้างมาให้ตนลงนามจำนวน ๓ ฉบับ พร้อมทั้งเรียกร้องเงินค่าจัดทำสัญญาดังกล่าวเป็นจำนวน ๖,๐๐๐ บาท ตนก็ได้จ่ายเงินส่วนตัว
ในจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เมื่ออ่านดูในสัญญาจ้าง ปรากฏว่าได้มีการพิมพ์ชื่อผู้ลงนามในสัญญาจ้างเป็นชื่อของนายชวลิต ตามที่ตนได้มีหนังสือมอบอำนาจไว้ ตนจึง
ไม่ได้ลงนามและได้ติดต่อให้นายชวลิตไปลงนามในภายหลัง เห็นได้ว่าคำให้การดังกล่าวของนายธนัติยังคงมีสาระสำคัญว่าถูกผู้ฟ้องคดีเรียกเงินค่าลงนามในสัญญาจ้าง
ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของผู้รับจ้างอีก ๔ ราย ที่ได้ให้การกับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนวินัยว่าถูกผู้ฟ้องคดีเรียกเงินค่าลงนามในสัญญาจ้างเช่นกัน ประกอบกับคำให้การของพยานบุคคลรายอื่น ๆ คือ นางสาวรัชนี เมตตาจิตต์ ลูกจ้างรายวัน สำนักงานทางหลวงชนบทเชียงใหม่ นายนพศักดิ์  สุคนธรส ผู้รับมอบอำนาจให้มาลงนามในสัญญาจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคมงคลก่อสร้าง และนายบุญโชค  สุคนธรส หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคมงคลก่อสร้าง ที่ให้การเพิ่มเติมโดยมิได้มีประเด็นใดที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับคำให้การเดิมที่เคยให้การไว้กับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนวินัยแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในประเด็นดังกล่าว
จึงฟังไม่ขึ้น พฤติกรรมของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนเองหาประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยเรียกร้องรับเงินจากผู้รับจ้างอันเป็นการกระทำที่ผิดวินัยตาม

ข้อ ๓๐ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ และถือเป็นพฤติกรรมที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ ๔๖ แห่งระเบียบเดียวกัน ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้อาศัยอำนาจตามข้อ ๕๒ ของระเบียบดังกล่าว สั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำผิดตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้สั่งลงโทษจริง จึงมีมติให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย


พิพากษายืน

นายวรวิทย์  กังศศิเทียม                                                      ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายหัสวุฒิ  วิฑิตวิริยกุล
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

นายไพบูลย์  เสียงก้อง
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายนพดล  เฮงเจริญ
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวราวุธ  ศิริยุทธ์วัฒนา
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

 

              ตุลาการผู้แถลงคดี : นายบุญอนันต์  วรรณพานิชย์


วันที่อ่าน ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓
นาลิณี : ผู้พิมพ์