เคล็ดวิชาชิงตั๋วทนายความ - ทนายเจี๊ยบ (สาวิตรี จิตซื่อ)

ขั้นตอนการฝึกวิชา (สอบ) ชิงตั๋วทนาย ฉบับเร่งรัด
ใครต่อใครที่สมัครใจเดินเข้าวงการนักกฎหมาย ทั้งตั้งใจมาแต่เริ่มแรก  ทั้งมาด้วยแรงผลักดันจากครอบครัว แต่หนึ่งในใจของจอหงวนเหล่านั้น  ขอเรียกขานท่านทั้งหลายว่า  จอหงวน   ( เด็กรุ่นไอแพดจะรู้จักคำ ๆ นี้หรือไม่ก็กรุณาไปค้นหาที่มากันตามสะดวกไม่ขออธิบายเปลืองพลังงานโลก )  จอหงวนทุกคนต่างต้องผ่านด่านอรหันต์ที่สำคัญ ๆ รวม ๆ แล้วก็ประมาณสี่ด่าน ( ขึ้นกับเส้นทางที่เลือกเดิน ) 

  1.  ต้องคว้าปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิตมาให้ได้
  2. ต้องคว้าตั๋วทนาย ( ใบอนุญาตว่าความ ) มาให้ได้
  3. ต้องเป็นเนติบัณฑิตให้ได้  ( ข้อนี้สำหรับบางท่าน )
  4. ต้องสอบเป็นข้าราชการอัยการหรือผู้ช่วยผู้พิพากษาให้ได้  ( ข้อนี้สำหรับบางท่านอีกเช่นกัน )

สำหรับข้อ ๒. นั้น เรามาว่ากันเลยดีกว่า เพราะนี่คือ เป้าประสงค์ของเคล็ดวิชาฉบับนี้ (จะเยิ่นเย้อกันไปทำไมจริงหรือไม่) ตัวผู้เขียนเป็นผู้ผ่านการทดสอบในข้อ ๒. มาแล้ว ปัจจุบันประกอบอาชีพทนายความอยู่ชายขอบประเทศไทย เคล็ดวิชาของผู้เขียน ต่อไปขออนุญาตเรียกขานตนเองให้สั้น ๆ ว่า ข้าพเจ้า ก็แล้วกัน มาต่อกันดีกว่า 

ตอนที่ข้าฯ รู้จักกับสำนักอบรมวิชาว่าความ ( สภาทนายความ )  ใหม่ ๆ  รู้ว่าต้องสอบด้วยการเขียนฟ้อง เขียนคำร้อง และอีกมากมาย  ก็หัวหมุนติ้ว ๆ เอ๊ะ จะเอายังไงกันดีล่ะเรา  เรียนมาในชั้นปริญญาตรี  ก็ไม่สนิทสนมกับวิชาว่าความ  อะไรคือเรียงฟ้อง  อะไรคือคำให้การ   เขียนแบบใหน หน้าตาเป็นอย่างไร แทบนึกไม่ออก  ( หลายคนคงจะเป็นเช่นกัน )  แต่สิ่งที่ทำให้ผ่านมาได้ คือ  ค้นหาทุกอย่างที่หาได้  ข้อมูลทุกชนิดที่มี  ทั้งเป็นหนังสือเป็นตำรา  มีไว้ก่อน  (  แล้วมาย่อยเป็นข้อมูลของข้าฯ เอง )  เริ่มต้นดังนี้

ตอนแรกเมื่อข้าฯ  สมัครเข้าอบรมกับสภาทนายความ  ข้าฯ  ทำสิ่งแรกเลยคือ  ซื้อตำราข้อสอบเก่าทั้งเล่มภาคทฤษฎี ( ปกสีน้ำเงิน ) และเล่มภาคปฏิบัติ  ( ปกสีแดง )  เอามาอยู่ในกระเป๋าไว้ก่อน  (อุ่นใจ)  สองเล่มนี้สำคัญอย่างไร  สำคัญยิ่งนักนี่คือแนวทางที่ข้าฯ  ได้อ่านและเรียนรู้ว่า  แบบฟอร์ม แนวทางการเขียนในแต่ละข้อเป็นอย่างไร  ข้าฯ  อ่านและหัดเขียนตามคำเฉลยของอาจารย์ในตำราทั้งสองเล่ม  เขียน  เขียน  และเขียน  เขียนจนจำไม่ได้ว่าแต่ละแบบคำร้อง คำฟ้อง ฯลฯ นั้น เขียนไปกี่รอบ  เรียกว่าเขียนจนซึมเข้ากระดูก  นอนยังฝันถึงหมดปากกาไปเป็นโหล ( ปัจจุบันยังเก็บไว้ระลึกถึง ) 

จากนั้นก็ท่องตัวบทใน ป.พ.พ. และ ป.อ.  ไปด้วย  เพราะการเขียนคำฟ้อง คำร้องต่าง ๆ  หากเขียนไม่ถูกหลักกฎหมายย่อมยากที่จะสอบผ่าน

ต่อมาเมื่อมั่นใจว่ากระดูกดูดซึม หลักกฎหมายและถ้อยคำ หลักการบรรยายฟ้อง คำร้อง ฯลฯ ต่าง ๆ แล้ว  คราวนี้ข้าฯ ก็หาแนวทางที่แตกต่างจากสองเล่มต้นแบบ  ไปฝึกเขียนบรรยายฟ้อง  บรรยายคำร้องต่าง ๆ จาก ฎีกาเต็มของสำนักส่งเสริม ฯ ตามข้อหาต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ และที่เขียนได้ยาก  เพราะฎีกาจะเป็นโจทย์ให้กับเราได้  มีเรื่องราว มีตุ๊กตา ที่ทำให้ข้าฯจินตนาการว่าหากเป็นข้อสอบแล้ว  ข้าฯ จะเขียนบรรยายฟ้องให้ครบถ้วนตามหลักกฎหมายและพฤติการณ์ของจำเลยที่กระทำความผิดได้อย่างไร   

แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องจดจำถ้อยคำตามหลักกฎหมายให้ได้  ค้นหาลีลาการบรรยายฟ้อง บรรยายคำร้องของตนเองให้เจอ และต้องไม่ลืมว่ากฎหมายเป็นเรื่องของหลักการและเหตุผลขณะที่เขียนท่านคือ ทนายความ   ต้องตีโจทย์ให้แตก ใครทำอะไร ที่ใหน อย่างไร  เมื่อใด  เวลาใด  และแต่ละคนในสายตาท่านเขาผิดอะไร  ท้ายสุดท่านจะฟ้องเขาด้วยข้อหาใด

อีกอย่างที่ลืมไม่ได้  ต้องใช้ถ้อยคำภาษาเขียนเท่านั้น ห้ามใช้ภาษาพูดมาเขียนเด็ดขาด  และใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องด้วยในส่วนนี้ตัวข้าฯ  มีเคล็ดลับมาแถลงให้ท่านทราบว่า  ข้าฯ สอบด้วยการใช้ภาษากฎหมาย โดยไม่ได้เก่งมาจากใหนแต่เก็บได้จากการอ่านฎีกาเต็มดังที่เล่ามาแล้วตอนต้นซึ่งย่อมช่วยได้มากในการบรรยายให้สละสลวย อ่านง่าย สบายตา เข้าใจทันทีที่อ่าน  อย่าใช้ภาษาวัยรุ่นหรือภาษาในการ chat มาเขียน ผู้ตรวจคงจะมึนก่อนตรวจเสร็จเป็นแน่แท้

วันนี้เวลาจำกัดคงจะเล่าสู่กันฟังได้เท่านี้  ขอให้โชคดีกันทุกท่าน

ทนาย Jeff

 

        

 

บทความจากรุ่นพี่เนติบัณฑิต