ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย
เรื่องที่ 8-1 สมคบ (Conspiracy) โดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ในคดียาเสพติด ต้องรับโทษอย่างไร
ต้นเดือนตุลาคม 2556 ทีมวอลเลย์บอลสาวไทย นำความสุขมาให้คนไทยทั้งชาติ กับการแข่งขันระดับนานาชาติ
วันนี้ ทีมทนาย Thai Law Consult เข้ามา สำนักงานทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคาร 1 พิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 วงศ์สว่าง บางซื่อ กทม. เพื่อปรึกษาคดีการส่งออก-นำเข้า เฟอร์นิเจอร์เหล็ก ของผู้ประกอบการท่านหนึ่ง ซึ่งมีปัญหาเรื่องการคืนอากรขาเข้า เมื่อเสร็จจากการปรึกษาคดีดังกล่าวแล้ว พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร เห็นว่า ควรช่วยกันเขียนเรื่องนี้ เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534
มาตรา 8 ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด ผู้นั้นสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตาม วรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ข้อเท็จจริง จากคำฟ้อง ของอัยการ มักจะมีคำว่า "สมคบ โดยตกลงกัน" อยู่เสมอ
ทีมทนาย ThaiLawConsult ขออธิบายดังนี้
1. ต้องมีการตกลงกัน ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม มาตรา 8 วรรค 1 "การที่จะถือว่า มีการตกลงกัน ต้องมีการกระทำการอันเป็นการแสดงออกให้เห็นว่ามีการตกลงกันทำผิดจริง (over act) ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำผิด ที่ผิดกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เช่น การนัดพบ มีการพูดคุยกัน การโทรศัพท์หากัน และการกระทำที่แสดงออกนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของความผิด"
2. การพิจารณาว่า มีการตกลงกระทำความผิดหรือไม่ เป็นเรื่องของพยานหลักฐาน อัยการโจทก์ต้องนำสืบให้ศาลเห็นความเชื่อมโยง หรือความเกี่ยวพันของการสมคบกัน และแม้ผู้ร่วมกระทำผิด ไม่รู้จักกันทั้งหมด เมื่อรู้ถึงการกระทำของคนอื่น หรือการกระทำของคนที่ร่วมกระบวนการ มีการกระทำต่างกรรม ต่างวาระ กัน แต่หากมีผลประโยชน์ร่วมกันในผลของงาน ก็ถือเป็นการตกลงกันแล้ว
3. พยานหลักฐานที่จะแสดงว่า มีการกระทำอันเป็นการตกลงสมคบคิดกัน มักเป็นพยานแวดล้อมกรณี ที่บ่งชี้ว่า การกระทำที่แสดงออกมา เป็นการตกลงสมคบคิดกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นเอง ซึ่งมิใช่พยานหลักฐานในลักษณะเดียวกับยาเสพติดทั่วไป
4. พยานหลักฐานที่จะแสดงว่ามีการตกลงสมคบกัน มีดังนี้
- หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ทางการเงิน
- หลักฐานแสดงการติดต่อเข้าพัก
- รายงานการสืบสวนพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิด
- หนังสือร้องเรียน
- ประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
- คำซัดทอดของผู้กระทำความผิด
- แผนผังแสดงบทบาทหน้าที่ และความสัมพันธ์ที่มีการติดต่อเชื่อมโยงกัน
- ภาพถ่ายการสืบสวนหรือการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์
5. ถ้ามีการกระทำความผิด เนื่องจากที่ได้มีการสบคมกันตาม มาตรา 8 วรรค 1 ผู้กระทำต้องระวางโทษตาม มาตรา 8 วรรค 2
6. กรณีของกลาง ยาเสพติด เป็นจำนวนเดียวกับความผิดฐานอื่น เช่น ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือ ฐานร่วมกันพยายามจำหน่าย ความผิดฐานสมคบกันนี้ ย่อมเป็นการกระทำความผิด กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามฎีกาที่ 5487/2548
ทีมทนาย Thai Law Consult ขอแนะนำท่านผู้สนใจศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม จากหนังสือ คดียาเสพติด ของ อาจารย์สุจิต ปัญญาพฤกษ์ สำนักพิมพ์ต้นไผ่ โทร.08-6002-0603 ราคา 195 บาท จำนวน 180 หน้า
พี่ตุ๊กตา ขอนำฎีกาที่ 5487/2548 และ 2564/2543 มานำเสนอเป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชนค่ะ พี่ตุ๊กตาและทีมทนาย ThaiLawConsult ขอเตือนอีกครั้งนะคะ อย่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้ายุ่งเกี่ยว เรื่องยุ่งยากจะตามมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564/2543
ป.อ. มาตรา 80, 83, 86
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 5, 8
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 4, 15, 66
"การมีไว้ในครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษ จึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปดังนี้ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ จึงมีความหมายเพียงว่ายาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยทั้งสองโดยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อปรากฏว่าเฮโรอีนของกลางจำนวน 60 ห่อ อยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของม. ที่ประเทศอินโดนีเซีย และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีความเกี่ยวพันกับจำเลยทั้งสองอย่างไร ส่วนจำเลยทั้งสองอยู่ในราชอาณาจักรไทยซึ่งห่างไกลกันโดยระยะทางย่อมไม่อาจที่จะยึดถือหรือปกครองดูแลเฮโรอีนดังกล่าวได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรู้ที่เก็บเฮโรอีนและการนำเฮโรอีนออกมายังต้องจ่ายเงินให้ผู้เก็บรักษาก่อนจึงจะนำออกมาได้ บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองน่าจะไม่ใช่เจ้าของหรือมีสิทธิยึดถือปกครองดูแลเฮโรอีนอีกด้วยเช่นนี้ ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สมคบโดยร่วมกันครอบครองเฮโรอีนของกลางการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
โจทก์มี ส. และ พ. ซึ่งได้ติดตามเฝ้าดูพฤติการณ์การเจรจาซื้อขายเฮโรอีนระหว่างจำเลยทั้งสองกับพวกและสายลับจนมีการตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ สำเร็จมาเบิกความ โดย ส. ได้บันทึกภาพและเสียงขณะมีการเจรจาไว้ด้วย คำเบิกความของ ส. และ พ. ที่ระบุถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่จะมีการซื้อขายเฮโรอีนและส่งมอบจึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองติดต่อเจรจาเพื่อซื้อขายเฮโรอีนกับสายลับจริงและนัดให้มีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่เมื่อพฤติการณ์ในการจับกุมปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจของประเทศอินโดนีเซีย เข้าจับกุมขณะที่ผู้ซื้อเฮโรอีนกำลังตรวจสอบเฮโรอีนห่อหนึ่งอยู่ ดังนี้ เมื่อมีการตรวจสอบเฮโรอีนแล้ว ยังมิได้มีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 5 ห่อซึ่งอยู่ในกระเป๋าส่วนสายลับก็ยังมิได้นำเงินตามจำนวนที่ตกลงกันมอบให้ฝ่ายผู้ขายแต่อย่างใด การซื้อขายเฮโรอีนจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ เมื่อผู้ขายถูกจับเสียก่อนที่จะส่งมอบเฮโรอีน การกระทำในส่วนนี้จึงเป็นความผิดเพียงฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ
จำเลยที่ 1 ร่วมเจรจากับสายลับมาแต่ต้น โดยแสดงพฤติการณ์ว่าเป็นเจ้าของเฮโรอีน ทั้งตกลงให้โอนเงินที่จำหน่ายเฮโรอีนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำกับพวก มีความผิดฐานร่วมกับพวกพยายามจำหน่ายเฮโรอีน
ส่วนจำเลยที่ 2 เข้าร่วมเจรจากับจำเลยที่ 1 และสายลับในระยะหลังตอนที่พวกของจำเลยที่ 1 นำเฮโรอีนจากผู้เก็บรักษามาไม่ได้ โดยผู้เก็บรักษาต้องการเงินก่อน แม้จำเลยที่ 2 จะไปช่วยเจรจากับสายลับ จนสายลับตกลงที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้เก็บรักษาแลกกับเฮโรอีนจำนวนหนึ่งก็ตาม พฤติการณ์ไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 สมคบโดยเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามจำหน่ายเฮโรอีน คงฟังได้แต่เพียงว่าสมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเฮโรอีนให้แก่สายลับ แต่เมื่อมีการกระทำผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนตามที่สมคบกัน จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯมาตรา 8 วรรคสอง
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 3, 5, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเกินหนึ่งร้อยกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองกระทงหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนแม้จะกระทำนอกราชอาณาจักรก็ต้องรับโทษในราชอาณาจักร ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองอีกกระทงหนึ่ง เมื่อรวมโทษของจำเลยทั้งสองทุกกระทงความผิดแล้ว ให้ประหารชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นภัยร้ายแรงต่อมนุษยชาติไม่มีเหตุปรานีลดโทษให้
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1), 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 2เป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1), 8 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 โดยการสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเฮโรอีนเท่านั้น เพียงแต่ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการคือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต จึงเห็นควรกำหนดโทษจำเลยที่ 2ให้จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2537 ร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ เจ้าพนักงานตำรวจประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้ร่วมกับพวกจับกุมนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้หรืออาติง นายตัม ตักยินหรืออาไจ๋ และนายบุญธรรม แซ่ลิ้ม พร้อมด้วยเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ที่โรงแรมอินโดนีเซีย เมืองจาการ์ตา ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ห้อง 433 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา และค้นบ้านนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 40 ถึง 50 กิโลเมตร พบเฮโรอีนอีกจำนวน 54 ห่อ อยู่ในห้องชั้น 2 ในตู้เสื้อผ้า ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองตามหมายจับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกมีเฮโรอีนจำนวน 60 ห่อ น้ำหนัก 29 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ในราคา 40,000,000 รูเปีย มีปัญหาสมควรที่จะวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองสมคบโดยร่วมกับพวกส่งเฮโรอีนจำนวน 60 ห่อ ออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ เบิกความว่า เป็นผู้จับกุมนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ นายตัม ตักยินหรืออาไจ๋ และนายบุญธรรม แซ่ลิ้ม ได้พร้อมกับเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ที่ห้อง 433 โรงแรมอินโดนีเซีย ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และค้นพบเฮโรอีนที่บ้านนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ อีก 54 ห่อ โดยผู้ถูกจับให้การระบุว่าเฮโรอีนทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานอื่นใดมาสืบ แสดงให้ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้นำเฮโรอีนของกลางทั้งหมดส่งออกนอกราชอาณาจักรหรือได้สมคบโดยร่วมกับพวกนำเฮโรอีนของกลางส่งออกนอกราชอาณาจักรหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งออกอย่างไร ลำพังพยานโจทก์ปากนายสุนทร ศิริแสง และนายพรพัฒน์ สุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เบิกความได้ความเพียงว่า ได้เฝ้าดูจำเลยทั้งสองพบพฤติการณ์ในการติดต่อเจรจาซื้อขายเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวกับสายลับในประเทศไทยโดยนัดส่งมอบของที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเท่านั้น ส่วนคำเบิกความของร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ เป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักน้อย ดังนั้น เฮโรอีนจำนวนดังกล่าวผู้ใดจะเป็นผู้ส่งออกนอกราชอาณาจักรจึงไม่ปรากฏชัด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองสมคบโดยร่วมกับพวกส่งเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองได้ครอบครองเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนมีการจับกุมเฮโรอีนของกลางอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในการครอบครองดูแลของนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าเฮโรอีนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ในที่แห่งใด ทั้งจากคำเบิกความของนายสุนทร ศิริแสงและนายพรพัฒน์ สุวรรณภูมิ ที่ว่า ทราบจากสายลับว่าจำเลยที่ 1 ให้นายตัม ตักยิน เดินทางไปประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2537 แต่ไม่สามารถนำเฮโรอีนออกมาได้ เนื่องจากผู้เก็บรักษาเฮโรอีนต้องการเงินค่าเก็บรักษาก่อน และยังปรากฏจากการพูดคุยระหว่างสายลับกับจำเลยทั้งสองในวันที่ 23 เมษายน 2537 วันที่ 5 วันที่ 8 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 โดยมีการอัดเทปไว้ตามรายละเอียดที่ถอดเทปเอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.22 มีข้อความว่า "ไอ้พวกนั้นก็มีปัญหาแบบนี้ ถ้าไม่มีเงินไปให้มัน มันก็ไม่เอาของให้" "อั๊วก็ข้องใจนะ เป็นเจ้าของทำไมเอาของออกมาไม่ได้" และในที่สุดก็ตกลงกันที่จะให้สายลับจ่ายเงินให้ก่อน500,000 บาท โดยจะมอบเฮโรอีนให้ก่อน 5 ห่อนั้น เห็นว่า "การมีไว้ในครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษจึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คำว่าครอบครองหมายถึงยึดถือไว้มีสิทธิถือเอาเป็นเจ้าของ มีสิทธิปกครอง ดังนี้ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ จึงมีความหมายเพียงว่ายาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อปรากฏเฮโรอีนของกลางจำนวน 60 ห่อ อยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า มีความเกี่ยวพันกับจำเลยทั้งสองอย่างไร ส่วนจำเลยทั้งสองอยู่ในราชอาณาจักรไทยซึ่งห่างไกลกันโดยระยะทาง ย่อมไม่อาจที่จะยึดถือหรือปกครองดูแลเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรู้ที่เก็บเฮโรอีนของกลางและการจะนำเฮโรอีนของกลางออกมาจำหน่ายแก่สายลับยังต้องจ่ายเงินให้ผู้เก็บรักษาก่อนจึงจะนำออกมาได้บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองน่าจะไม่ใช่เจ้าของหรือมีสิทธิยึดถือปกครองดูแลเฮโรอีนของกลางอีกด้วยเช่นนี้ ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สมคบโดยร่วมกันครอบครองเฮโรอีนของกลาง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการสมคบโดยเป็นตัวการร่วมกันในความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ หรือไม่ โจทก์มีนายณัฐพงศ์ ปัญญาศักดิ์ ซึ่งทำงานที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด ของประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดสงขลา นายสุนทร ศิริแสง และนายพรพัฒน์ สุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนกองปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า นายณัฐพงศ์เป็นสายลับที่เข้าร่วมเจรจากับจำเลยที่ 1ในครั้งแรกโดยจำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนจะขายให้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไว้ใจนายณัฐพงศ์ จึงให้นายปีเตอร์สายลับอีกคนหนึ่งมาเจรจากับจำเลยที่ 1 อีกหลายครั้ง ก่อนการเจรจาในครั้งแรกวันที่ 23 เมษายน 2537 ที่โรงแรมฟลอริด้า นายสุนทรและนายพรพัฒน์ได้เฝ้าสังเกตการณ์รอบ ๆ โรงแรมเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะนิสสันสีดำ หมายเลขทะเบียน น-3470 สตูลมาพร้อมกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มาพบนายณัฐพงศ์ ส่วนจำเลยที่ 2เดินอยู่รอบ ๆ โรงแรมฟลอริด้า โดยนายสุนทรได้ถ่ายรูปจำเลยที่ 1กับนายณัฐพงศ์ไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.1 ที่ระบายสีปิดหน้าสายลับไว้แต่ในภาพถ่ายหมาย จ.25 ซึ่งเป็นภาพของนายณัฐพงศ์กับจำเลยที่ 1โดยมิได้ระบายสีปิดหน้านายณัฐพงศ์ไว้จึงเป็นการยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มาเจรจากับนายณัฐพงศ์ซึ่งเป็นสายลับในวันที่ 23 เมษายน 2537 นอกจากนี้นายสุนทรยังได้ถ่ายรูปจำเลยที่ 2 ไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 หลังจากนั้นได้มีการเจรจากับนายปีเตอร์สายลับอีกคนหนึ่งอีกหลายครั้งโดยวันที่ 5 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 กับนายปีเตอร์เจรจากันที่ร้านอาหารอาหมัด มีการถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 และในวันที่ 8 พฤษภาคม 2537 นายปีเตอร์ได้นัดเจรจากับจำเลยที่ 1 อีก โดยจำเลยที่ 2 มาด้วย และในระหว่างการเจรจามีจำเลยที่ 2 นายตัม ตักยิน และนายบุญธรรม แซ่ลิ้ม เข้าร่วมเจรจาด้วยโดยมีการถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.8 ซึ่งต่อมานายตัม ตักยิน นายบุญธรรม และนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ถูกจับกุมที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียพร้อมเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ การเจรจาตกลงซื้อขายเฮโรอีนจำนวน 60 ห่อ หรือ 30 ตัว ราคาตัวละ 230,000 บาทส่งมอบเฮโรอีนที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยผู้ซื้อและผู้ขายจะส่งคนของตนไปพบกันที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แต่ยังส่งมอบเฮโรอีนไม่ได้เนื่องจากนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ผู้เก็บรักษาเฮโรอีนต้องการเงินค่าเก็บรักษาจึงตกลงกันที่จะมีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 5 ห่อ โดยฝ่ายสายลับจะต้องจ่ายเงินให้ 500,000 บาทก่อน ส่วนที่เหลือจะมีการส่งมอบกันภายหลังและนายปีเตอร์จะชำระโดยนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนเพชรเกษมอำเภอหาดใหญ่ ตามภาพถ่ายบัญชีหมาย จ.4 เห็นว่า นายสุนทรและนายพรพัฒน์ได้ติดตามเฝ้าดูพฤติการณ์การเจรจาซื้อขายเฮโรอีนระหว่างจำเลยทั้งสองกับพวกและสายลับจนมีการตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ สำเร็จ โดยจำเลยที่ 1 จะส่งนายตัม ตักยิน และนายบุญธรรมไปประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเพื่อรับเฮโรอีนจากผู้เก็บรักษามามอบให้แก่พวกของสายลับ นอกจากนี้นายสุนทรกับพวกได้บันทึกภาพและเสียงขณะมีการเจรจาไว้ในแถบบันทึกภาพและแถบบันทึกเสียง ซึ่งแถบบันทึกเสียงทั้งหมดนางสุรีรัตน์ สุวรรณภูมิ ล่ามภาษาจีนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นผู้ถอดข้อความจากแถบบันทึกเสียงหมาย ว.2 ถึง ว.6 ซึ่งแถบบันทึกเสียงดังกล่าวนายวิทยา วงศ์เกล็ดนาค ผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงยุติธรรมที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นพยานได้เบิกความว่าทนายจำเลยได้มาติดต่อให้ช่วยตรวจสอบคำแปลในเอกสารหมาย จ.18เทียบกับแถบบันทึกเสียงหมาย ว.2 ถึง ว.6 ว่ามีข้อความตรงกันหรือไม่ในการตรวจสอบปรากฏว่าแถบบันทึกเสียงบางตอนมีส่วนที่พูดคุยเกี่ยวกับการซื้อสินค้า โดยไม่ได้ระบุว่าสินค้าดังกล่าวเป็นอะไรเจือสมพยานโจทก์ที่นำสืบ ดังนั้น คำเบิกความของนายสุนทรและนายพรพัฒน์พยานโจทก์ที่ระบุถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกับสายลับ รวมทั้งได้รับรายงานจากสายลับจึงทราบข้อมูลในการนัดเจรจากัน รวมทั้งสถานที่และวันเวลาที่จะมีการซื้อขายเฮโรอีนและส่งมอบอันเป็นผลให้มีการจับกุมพวกของจำเลยทั้งสองได้ในเวลาต่อมา จึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความให้เป็นผลร้ายหรือปรักปรำจำเลยทั้งสองและไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการสร้างเรื่องเชื่อมโยงบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดแก่จำเลยทั้งสอง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองติดต่อเจรจาเพื่อซื้อขายเฮโรอีนกับสายลับจริง และนัดให้มีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียนอกจากนี้ยังปรากฏจากรายงานการสืบสวนของนายแลรี่ เอ็ม ฮานผู้ช่วยทูตของประเทศสหรัฐอเมริกาฝ่ายยาเสพติดประจำประเทศสิงคโปร์และประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้รายงานพฤติการณ์ในการค้ายาเสพติดของจำเลยที่ 1 มายังเจ้าหน้าที่ของไทยตามเอกสารหมาย จ.32 พร้อมคำแปล1 ชุด และเมื่อร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ จับกุมนายบุญธรรม นายตัมตักยิน และนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ได้ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียก็จับได้พร้อมเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ที่โรงแรมอินโดนีเซีย ห้อง 433 ตรงตามที่จำเลยทั้งสองนัดหมายกับสายลับ หลังจากนั้นค้นบ้านนายโมฮัมเหม็ดเฟรดดี้ พบเฮโรอีนจำนวน 54 ห่อ ซุกซ่อนอยู่ในบ้านห่างไป 40 ถึง 50กิโลเมตร ร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ สอบถาม ผู้ต้องหาทั้งสามก็ให้การพาดพิงว่าได้รับเฮโรอีนมาจากจำเลยที่ 1 พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้แต่อย่างไรก็ดีพฤติการณ์ในการจับกุมปรากฏว่า เมื่อนายบุญธรรม นายตัม ตักยิน และนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ เข้ามาที่ห้องพักของโรงแรมดังกล่าว ร้อยตำรวจโทตริโยโน ราฮารโจ กับพวกเจ้าพนักงานตำรวจของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้ตามเข้าไปในห้องพบเฮโรอีนของกลางจำนวน 5 ห่ออยู่ในกระเป๋า ส่วนอีก 1 ห่ออยู่บนโต๊ะมีรอยตัดแบ่งบริเวณหัวมุมเล็กน้อย และนางอำพร สนะฟี ซึ่งทำงานที่สถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ได้แปลคำให้การของนายบุญธรรมนายตัม ตักยิน และนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ที่พนักงานสอบสวนของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นผู้สอบสวนไว้ตามเอกสารหมาย จ.28 ได้ความว่า เมื่อนายเฮงตรวจสอบเฮโรอีนโดยตัดถุงเฮโรอีนที่มุมด้านหนึ่งแล้วเทลงในแก้วน้ำ จากนั้นมีเสียงเคาะประตู เมื่อเปิดประตูเจ้าพนักงานตำรวจก็เข้ามาจับกุมตัวไว้ เห็นว่า เมื่อมีการตรวจสอบเฮโรอีนแล้ว ยังมิได้มีการส่งมอบเฮโรอีนจำนวน 5 ห่อ ซึ่งอยู่ในกระเป๋า ส่วนทางด้านสายลับก็ยังมิได้นำเงินตามจำนวนที่ตกลงกันมอบให้ฝ่ายผู้ขายแต่อย่างใดการซื้อขายเฮโรอีนจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ เมื่อนายบุญธรรม นายตัม ตักยินและนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ ถูกจับเสียก่อนที่จะส่งมอบเฮโรอีน การกระทำในส่วนนี้จึงเป็นความผิดเพียงฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมเจรจากับสายลับมาตั้งแต่เริ่มต้น โดยแสดงพฤติการณ์ทำนองว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเฮโรอีนที่จะจำหน่ายให้ และได้ส่งนายบุญธรรมและนายตัม ตักยิน ไปประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเพื่อรับมอบเฮโรอีนจากนายโมฮัมเหม็ด เฟรดดี้ มามอบให้แก่พวกของสายลับรวมทั้งได้นำสำเนาสมุดคู่ฝากของธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนเพชรเกษม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หมายเลขบัญชี 263-2-27116-9ของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.4 มาให้สายลับเพื่อให้สายลับโอนเงินเข้าบัญชีหลังจากมีการส่งมอบเฮโรอีนทั้งหมดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำกับนายบุญธรรม และนายตัม ตักยิน จำเลยที่ 1จึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำเบิกความของนายสุนทรและนายพรพัฒน์รับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองมาตลอด รวมทั้งได้ทำการบันทึกภาพและเสียงการเจรจาลงในแถบบันทึกภาพและแถบบันทึกเสียงไว้ และสามารถนำมาประกอบการติดตามจับกุมจำเลยทั้งสองกับพวก จนกระทั่งยึดได้เฮโรอีนของกลางที่นัดส่งมอบกันที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สอดคล้องกับที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและรับฟังได้ แม้จำเลยทั้งสองจะฎีกาว่าพยานโจทก์ทั้งสองนำหลักฐานการเข้าพักในโรงแรมต่าง ๆ มาแสดง แต่มีการแก้วันที่เข้าพักและวันที่ออกจากห้องพักนั้น ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาแสดงว่ามีการเข้าพักในโรงแรมจริงเท่านั้น มิใช่นำมายืนยันว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดในคดีนี้ ข้อโต้แย้งดังกล่าวไม่มีน้ำหนักพอรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้นเพียงบางส่วน
ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 มากับจำเลยที่ 1 ในครั้งแรกแต่ไม่ได้เข้าร่วมเจรจากับสายลับแต่อย่างใด มีแต่ในระยะหลังที่จำเลยที่ 2เข้าร่วมเจรจาพร้อมกับจำเลยที่ 1 และสายลับ ในตอนที่พวกของจำเลยที่ 1นำเฮโรอีนจากผู้เก็บรักษามาไม่ได้ โดยผู้เก็บรักษาต้องการเงินก่อน แม้จำเลยที่ 2จะไปช่วยเจรจากับสายลับจนสายลับตกลงที่จะจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาทให้แก่ผู้เก็บรักษา แลกกับเฮโรอีนจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็จะนำเฮโรอีนส่วนที่เหลือมามอบให้ พร้อมกับให้สายลับนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 ก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 2 สมคบโดยเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามจำหน่ายเฮโรอีนคงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 สมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเฮโรอีนให้แก่สายลับ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อมีการกระทำผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนตามที่สมคบกัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับโทษฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนด้วย ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง สำหรับเฮโรอีน 6 ห่อ ของกลางในความผิดฐานพยายามจำหน่ายนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าน้ำหนักไม่ปรากฏชัด และโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเฮโรอีนจำนวน6 ห่อนี้ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด ฟังไม่ได้ว่าเฮโรอีนจำนวน 6 ห่อ ของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัมตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสองจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 66 วรรคสอง ได้ คงลงโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งเท่านั้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5 ให้ลงโทษจำคุก 24 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,86 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5, 8 วรรคสอง ลงโทษฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนให้จำคุก 24 ปี คำให้การจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 16 ปี ข้อหาอื่นให้ยก
( พีรพล จันทร์สว่าง - วิชัย ชื่นชมพูนุท - สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ )
หมายเหตุ
การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตและการจำหน่ายนั้นมักเป็นการกระทำที่มีการแบ่งหน้าที่และสั่งงานกันตามลำดับชั้น และมีผู้กระทำความผิดเป็นจำนวนมากในลักษณะที่เป็นองค์กรอาชญากรรม (organizedcrime) ซึ่งบุคคลที่เป็นผู้บงการหรือนายทุนนั้น มักจะอยู่ห่างจากยาเสพติดที่มีการผลิตหรือจำหน่ายแต่จะเป็นผู้บงการและรับผลประโยชน์ในท้ายที่สุด ประกอบกับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นเป็นการกระทำผิดที่ไม่มีผู้เสียหายโดยผู้เสพเองก็มีความต้องการในการเสพจึงมักไม่ให้ความร่วมมือกับทางราชการ คดียาเสพติดจึงเป็นคดีที่ยากต่อการปราบปรามจับกุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กระทำผิดที่เป็นนายทุนหรือผู้บงการ
นอกเหนือจากความพยายามในหลาย ๆ ด้านแล้วหน่วยงานต่าง ๆก็มีความพยายามที่จะหามาตรการตามกฎหมายที่จะนำมาใช้เพื่อให้สามารถหยุดยั้งการกระทำความผิดตั้งแต่ต้นทาง หรือการนำผู้กระทำผิดที่เป็นนายทุนหรือหัวหน้าองค์กรมาลงโทษให้ได้ เพื่อตัดเครือข่ายอาชญากรรม มาตรการทางกฎหมายที่สำคัญได้แก่ การนำหลักความผิดสมคบ (Conspiracy) มาใช้กับการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534ซึ่งบัญญัติขึ้นสอดคล้องกับพันธะ กรณีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ที่ประเทศไทยเป็นภาคี หลักความผิดฐานสมคบนี้เป็นการอุดช่องว่างของมาตรการทางกฎหมายเรื่องผู้ร่วมกระทำความผิด อันได้แก่ตัวการ ผู้ใช้และผู้สนับสนุนที่ไม่สามารถนำผู้กระทำผิดที่เป็นผู้บงการหรือนายทุนมาลงโทษได้ ในกรณีตัวการจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ถึงการร่วมกระทำผิดส่วนใดส่วนหนึ่ง การแบ่งหน้าที่หรืออยู่ร่วมในลักษณะที่คอยช่วยเหลือ กรณีผู้ใช้ต้องเป็นการก่อให้เกิดการกระทำผิดแต่หากผู้กระทำผิดพร้อมที่จะกระทำผิดเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น การขนส่งยาเสพติด ก็ไม่ถือว่าผู้ก่อให้กระทำผิด หรือกรณีสนับสนุน จำเป็นต้องมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้วจึงสามารถลงโทษผู้สนับสนุนได้
เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างความรับผิดในทางอาญา บุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาเมื่อการกระทำของบุคคลนั้นครบองค์ประกอบภายนอก หรือได้กระทำครบขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด และครบองค์ประกอบภายใน ซึ่งเป็นภาวะจิตใจภายในของจำเลย อันได้แก่เจตนาหรือประมาท รวมทั้งเจตนาพิเศษในบางกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้และการกระทำความผิดดังกล่าวไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ซึ่งเมื่อจำเลยได้กระทำการครบองค์ประกอบดังที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดเช่นนั้นแล้ว แม้การกระทำนั้นจะไม่บรรลุผลสมดังเจตนาของจำเลยแล้ว จำเลยก็ยังคงมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิด
สำหรับหลักการเรื่องสมคบไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยแต่มีบัญญัติในความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 โดยความผิดฐานสมคบนี้มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดเบื้องต้น (Inchoatecrimes) เช่นเดียวกับการพยายามกระทำความผิด (attempt) ที่กระทำไปไม่ตลอด และการก่อให้ผู้อื่นกระทำผิด (solicitation) ในแง่ที่ว่าเป็นการกระทำที่ยังไม่เกิดความสมบูรณ์แต่จะนำไปสู่วัตถุประสงค์สุดท้ายซึ่งส่วนใหญ่ที่เป็นการกระทำผิดกฎหมายนั่นเอง (DixGeorgeE.&SharlotM.Michael,CriminalLawCaseandMaterial,3rdedWestPublishing,1987pp.542) ดังเช่น ชายหกคนปรึกษากันจะใช้ไขควงงัดประตูรถยนต์เพื่อลักวิทยุติดรถยนต์ ตำรวจเข้าจับดำเนินคดีในข้อหาซ่องโจร(คำพิพากษาฎีกาที่ 1341/2521) อย่างไรก็ตามความผิดฐานสมคบแตกต่างจากความผิดฐานพยายามในประเด็นที่ว่า เมื่อผู้กระทำผิดได้สมคบโดยตกลงร่วมกันที่จะกระทำความผิดแล้ว ต่อมาแม้จะไม่เกิดการกระทำความผิดที่ประสงค์แล้วบุคคลที่ตกลงร่วมกันก็มีความผิดฐานสมคบแล้ว หรือกรณีที่ผู้ที่สมคบได้กระทำความผิดดังที่ตกลงกันก็ถือว่าเป็นความผิดต่างกรรมกัน กล่าวคือ ผู้กระทำมีความผิดฐานสมคบฐานหนึ่งด้วย และความผิดที่ได้กระทำตามที่ตกลงกันอีกฐานหนึ่ง(ดร.กิตติพงษ์กิติยารักษ์ "การนำหลักความผิดฐานสมคบมาใช้ในประเทศไทย" บทบัณฑิตย์ มิถุนายน 2537, หน้า 108) ส่วนความผิดฐานพยายามนั้น เมื่อมีความผิดที่ได้กระทำขึ้นนั้นบรรลุผล ผู้กระทำคงมีความผิดเพียงฐานเดียว โดยความผิดฐานพยายามจะถูกกลืนไปโดยความผิดสำเร็จนั้น ดังนั้นความผิดฐานสมคบจึงเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งที่ไม่ต้องคำนึงว่าต่อมาภายหลังจะมีการกระทำความผิดตามที่ตกลงกันหรือไม่
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานสมคบแล้ว ความผิดฐานสมคบนั้น ประการแรกจะต้องเป็นการตกลงกันระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป การตกลงเช่นว่านั้นจะต้องมีการแสดงออกของผู้ที่ตกลงถึงความเห็นพ้องต้องกัน ไม่ว่าจะด้วยวาจาลายลักษณ์อักษร หรืออากัปกริยาอื่นที่เห็นว่าเห็นพ้องต้องกัน ดังนั้นการที่เพียงปรากฏตัวในสถานที่ที่มีการวางแผน การรับรู้ (knowledge) การยินยอม(approvalof) หรือการนิ่ง (acquiescence) โดยไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆเพิ่มเติมยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่ามีการตกลงกันซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานสมคบ (CleaverV.UnitedStates,238F.2d766,771Z10thCir.) คำพิพากษาฎีกาที่ 2829/2526 และ3201/2527) ความผิดฐานสมคบจะเป็นความผิดที่ต้องการเพียงการกระทำที่มีลักษณะเป็นการตกลงก็เพียงพอที่ถือว่าเป็นความผิดแล้วแต่เนื่องจากการตกลงกันนั้นโดยปกติจะกระทำกันอย่างไม่เปิดเผยหรือกระทำกันโดยมีหลักฐานที่ชัดเจนจึงเป็นการยากต่อการพิสูจน์ความผิดว่าได้มีการตกลงกันแล้ว การพิสูจน์การตกลงกันจึงอาจทำได้โดยการพิจารณาจากการกระทำที่ปรากฏภายหลังจากการตกลงกัน (ไวทยาสามิบัติ "การนำหลักการสมคบกันกระทำความผิดมาใช้เพื่อป้องกันปราบปรามยาเสพติดในประเทศไทย" วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2535 หน้า 45) นอกจากนี้กฎหมายบางประเทศได้กำหนดให้มีการแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่ปรากฏออกมา (overtact) ในบางกรณีด้วย ซึ่งการกระทำที่ปรากฏนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดอาญาในตัวเอง แต่อาจเป็นเพียงการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เห็นว่าได้มีการดำเนินการไปตามที่สมคบแล้ว และไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ถึงขั้นพยายามกระทำความผิดดังนั้นการกระทำที่ปรากฏภายนอกจึงไม่ถือว่าเป็นองค์ประกอบความผิดแต่เป็นเพียงพยานหลักฐานขั้นต่ำที่ต้องกฎหมายกำหนดให้มีขึ้นเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากกฎหมายไม่ได้บัญญัติถึงการกระทำที่ปรากฏภายนอกไว้อย่างชัดเจนแล้ว ถือว่าการตกลงกันอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วที่เป็นความผิดดังเช่นพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534
องค์ประกอบประการที่สองคือองค์ประกอบภายใน อันเป็นเรื่องจิตใจของผู้กระทำผิด กล่าวคือ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาที่จะร่วมกัน(intendtoagree) รวมทั้งเจตนาพิเศษที่ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการสมคบ (intendtoeffectuatetheobjectoftheconspiracy)ด้วย (DixE.George&SharlotM.Michael,ibid623) กล่าวคือผู้กระทำรู้ถึงวัตถุประสงค์ของการสมคบ ได้แก่ การกระทำผิดกฎหมายนั้นเอง เมื่อพิจารณาถึงพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 เจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจ คือเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันได้แก่ การผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดนอกจากนี้มาตรา 8 วรรคสองยังได้กำหนดเงื่อนไขการลงโทษทางภาวะวิสัยเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดฐานสมคบเพิ่มเติมหากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน โดยผู้สมคบจะต้องรับโทษตามความผิดเท่ากับผู้กระทำความผิดนั้นเอง แม้ว่าผู้นั้นจะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดเองก็ตาม
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญตัวอย่างหนึ่งสำหรับรูปแบบของการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีขั้นตอนซับซ้อนและมีการวางแผนการส่งมอบยาเสพติดโดยบุคคลอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งผู้ที่ทำการติดต่อจำหน่ายยาเสพติดกับสายลับของทางราชการไม่ได้ครอบครองหรืออยู่ใกล้ชิดกับยาเสพติดเองแต่จะเป็นผู้วางแผน ประสานงาน และคอยรับผลประโยชน์ในที่สุด แม้พยานหลักฐานในคดียังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ส่งออกหรือครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ติดต่อกับสายลับเพื่อทำการจำหน่ายยาเสพติดที่อยู่ต่างประเทศซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่แสดงถึงการตกลงร่วมกันระหว่างจำเลยทั้งสองก่อนหน้านี้ที่จะกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ตกลงร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดฐานสมคบตามกฎหมายที่เป็นความผิดเบื้องต้นอันจะนำไปสู่การกระทำความผิดตามกฎหมายยาเสพติดตามกฎหมายมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาตรา 8 แล้ว ซึ่งความผิดฐานสมคบเป็นความผิดที่แยกออกจากฐานความผิดที่ผู้สมคบมุ่งประสงค์ ดังนั้นหากต่อมาจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจำหน่ายยาเสพติด จำเลยผู้นั้นจะต้องรับผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดอีกฐานหนึ่งด้วย โดยถือว่าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันสำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้นอกจากการสมคบกับจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้ติดต่อเพื่อจำหน่ายยาเสพติดกับสายลับ โดยจัดส่งคนไปต่างประเทศเพื่อให้มีการส่งมอบยาเสพติดให้แก่พวกของสายลับที่ต่างประเทศ และชำระเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีซึ่งศาลรับฟังว่าเป็นการร่วมกับพวกพยายามจำหน่ายยาเสพติด ดังนั้นจำเลยที่ 1 ควรมีความผิดฐานสมคบเพื่อกระทำผิดตามกฎหมายยาเสพติดฐานหนึ่ง และฐานร่วมกับพวกพยายามจำหน่ายยาเสพติดตามกฎหมายยาเสพติดอีกฐานหนึ่งด้วยอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 มิใช่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90แต่อย่างใด โดยความผิดฐานสมคบนั้นจะไม่ถูกกลืนไปหากจำเลยที่ 1เข้าร่วมการกระทำความผิดตามวัตถุประสงค์ หรือศาลจะไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานสมคบไม่ได้เนื่องจากความผิดฐานสมคบจะต้องมีการตกลงกันระหว่างสองคนขึ้นไป เมื่อศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 2สมคบกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ก็ต้องมีความผิดฐานสมคบด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น แม้ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่ศาลจะรับฟังว่าจำเลยที่ 2ร่วมกับพวกกระทำผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดด้วย แต่การที่จำเลยที่ 2กระทำความผิดฐานสมคบโดยตกลงร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายยาเสพติด และต่อมาได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกันอันได้แก่การพยายามจำหน่ายยาเสพติด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติด แม้จะไม่ได้เข้าร่วมกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดด้วยก็ตาม ทั้งนี้โดยผลของเงื่อนไขการลงโทษตามมาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งเป็นหลักความรับผิดจากการกระทำของบุคคลอื่น
อย่างไรก็ตามการพิจารณาความผิดฐานสมคบจะต้องไม่พิจารณาเกลื่อนกลืนหรือปะปนไปกับความผิดที่เป็นวัตถุประสงค์ในการสมคบ ดังนั้นหากศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยเป็นผู้สนับสนุนในการจำหน่ายยาเสพติดให้แก่สายลับแล้ว จำเลยที่ 2 จะต้องมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86อีกฐานหนึ่งด้วย
มนตรีศิลป์มหาบัณฑิต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5487/2548
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 5(1) วรรคหนึ่ง, 8 วรรคสอง
ป.อ. มาตรา 80, 83, 90
จำเลยทั้งสองสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ถึง 6,000 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยเด็ดขาดที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ส่วนความผิดฐานสมคบเป็นตัวการร่วมกับพวกจำหน่ายเฮโรอีนนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกส่งเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไปให้แก่ อ. โดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้ อ. ส่งมอบเฮโรอีนแก่ลูกค้าผู้ซื้อต่อไป ดังนั้น ระหว่างจำเลยทั้งสองกับ อ. ต้องถือว่าเป็นการส่งมอบเฮโรอีนของกลางระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งเฮโรอีนของกลางไปยังบริษัทบริษัทหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้แก่ อ. เพื่อจะจัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไปนั้น แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน และการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการส่งมอบเฮโรอีนใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวนเดียวกับที่ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นอีกฐานหนึ่งด้วย แต่ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 5, 8, 14 ป.อ. มาตรา 83, 91
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5 (1) วรรคหนึ่ง, 8 วรรคสอง ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ถึง 6,000 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม ยังต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยเด็ดขาดที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ส่วนความผิดฐานสมคบเป็นตัวการร่วมกับพวกจำหน่ายเฮโรอีนนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกส่งเฮโรอีนของกลางไปให้นายอภิชัยโดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้นายอภิชัยส่งมอบแก่ลูกค้าผู้ซื้อต่อไป ดังนั้น ระหว่างจำเลยทั้งสองกับนายอภิชัยต้องถือว่าเป็นการส่งมอบเฮโรอีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีน แต่การที่จำเลยทั้งสองส่งเฮโรอีนไปยังบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล สปอร์ต จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้นายอภิชัยเพื่อจะจัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไปนั้น แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจำหน่ายเฮโรอีนและการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการส่งมอบเฮโรอีนใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวนเดียวกับที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นอีกฐานหนึ่งด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 80, 83 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5 (1) วรรคหนึ่ง, 8 วรรคสอง ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) ให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 30 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
( สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ - พิชิต คำแฝง - นันทชัย เพียรสนอง )
ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายสมชัย ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
คำพิพากษาศาลฎีกานี้ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษา วันที่ 15-10-2556

