ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย
เรื่องที่ 17 ถูกจับยาบ้า 500 เม็ด, เงินสด 5 ล้านบาท, รถโตโยต้า วีโก้ 2 คัน - ถูกลงโทษอย่างไร
ต้นปี 2555 นักศึกษานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหนึ่งทางภาคเหนือ อีเมล์มาสอบถามทีมทนาย ThaiLawConsult ว่า ญาติ 4 คน ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันกับคุณพ่อ ถูกจับโดยตำรวจหลายหน่วย รวมถึงปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถามว่า จะถูกลงโทษอย่างไร และมีทางออกของคดีอย่างไร
วันนี้ ตอนเช้า ทีมทนาย Thai Law Consult ได้เข้ามา สำนักงานทนายความสมปราถน์และเพื่อน พิบูลย์คอนโดวิลล์ อาคาร 1 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี 44 บางซื่อ กทม. เพื่อปรึกษาคดีละเมิด ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้า ทำแท่งคอนกรีตหล่นใส่รถกระบะที่วิ่งอยู่ด้านล่าง คนขับและคนนั่งในรถเสียชีวิต ลูกเมียของผู้เสียชีวิตเดือดร้อนมาก อยากให้ช่วยฟ้องคดี
ต่อมาตอนบ่าย เมื่อได้รับคำแนะนำจากทนายสมปราถน์ ฮั่นเจริญ และทนายโกมล มากจันทร์ 2 ทนายอาวุโส ศิษย์เก่าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช (เรียน ม.ศ.1 - 3 ที่หน้าเมือง, เรียน ม.ศ.4 - 5 เบญจมใหม่ สี่แยกนพวงศ์) ว่า ควรช่วยกันเรียบเรียงเรื่องนี้ เพื่อตอบคำถามประชาชนหลายรายที่อีเมล์เข้ามาสอบถามปัญหาทำนองนี้ และเป็นแนวทางเตือนสติคนทั่วไปว่า ควรหลีกเลี่ยง และอย่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จึงช่วยกันเรียบเรียงบทความนี้
จากบันทึกการจับกุม
A. มีข้อเท็จจริงเบื้องต้นดังนี้ (วันนั้น พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ขอให้น้องช่วย ส่งข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ ทนายความรุ่นใหม่คะ ถ้ารับเป็นทนายความ เรื่องราวทำนองนี้ ต้องหาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานมากกว่านี้นะคะ)
1. ชาย 4 คน ถูกจับกุมพร้อมรถกระบะ 2 คัน ในรถกระบะคันแรก มีชาย 2 คนนั่งมา ในรถมีเงินสด 5,010,000 บาท ยาบ้า 500 เม็ด ไม่มีอาวุธ
2. รถคันที่ 2 มีชาย 2 คนนั่งมา ในรถไม่มียาเสพติดแหรือเงินสด ไม่มีอาวุธ
3. ชายทั้ง 4 คน ไม่ได้ต่อสู้ขัดขวางการจับกุม
4. ทั้ง 4 คน ถูกจับแถวภาคเหนือ ใกล้ชายแดนพม่า ทุกวันนี้ ติดคุกที่เรือนจำบางขวาง ไม่ได้รับการประกันตัว หรือขอปล่อยตัวชั่วคราว
5. ข้อมูลเบื้องต้นจาก บันทึกการจับกุม ชุดจับกุมพบ
ธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท เป็นเงินรวม 4,000,000 บาท
ธนบัตร ฉบับละ 50 บาท เป็นเงินรวม 500,000 บาท
ธนบัตร ฉบับละ 20 บาท เป็นเงินรวม 510,000 บาท
โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ iPhone 4 เครื่อง ยี่ห้อ Sumsung Galaxy 2 เครื่อง
รถบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ Toyota Vigo 2 ประตู จำนวน 2 คัน
5.1 รถกระบะคันแรก มีจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ จำเลยที่ 2 เป็นคนนั่ง
พบยาบ้าของกลาง จำนวน 500 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้ฝาครอบเหล็กยึดฐานเบาะนั่งคนขับ
พบเงินของกลางจำนวน 5,010,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ในช่องลำโพง บริเวณด้านข้างแค๊ป ด้านซ้าย/ขวา และในช่องว่างระหว่างแม็กลายเนอร์กับตัวถังกระบะรถด้านซ้าย/ขวา/ด้านใน ของรถกระบะของกลางคันแรก
5.2 รถกระบะคันที่ 2 มีจำเลยที่ 3 เป็นคนขับ จำเลยที่ 4 เป็นคนนั่ง - ในรถไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ
แต่จำเลยที่ 3 มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
5.3 จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 4 ดังกล่าว เชื่อได้ว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้ร่วมกันนำเอายาเสพติด ชนิด เมทแอมเฟตามีน ไปส่งให้กับผู้ซื้อที่นัดหมายส่งมอบกันในเขตพื้นที่อำเภอ........... ติดต่อกับอำเภอ................ และร่วมกันนำเงินสดที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดดังกล่าวซุกซ่อนไว้ตามจุดลับของรถยนต์ของกลางคันแรก จากนั้นให้ผู้ต้องหาคนที่ 3 ขับรถยนต์ของกลางคันที่ 2 นำและสำรวจเส้นทางให้กับผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ขับรถยนต์ของกลางคันแรกตามมา เพื่อจะลำเลียงเงินสดค่ายาเสพติดดังกล่าว ไปส่งมอบให้กับเจ้าของยาเสพติด ซึ่งเงินสดของกลางที่ตรวจพบ มีการซุกซ่อนไว้ในช่องลับในรถยนต์ที่ไม่สามารถมองเห็นจากภายนอกด้วยสายตา ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจค้นตามช่องลับต่างๆ พอสมควร โดยพฤติการณ์ดังกล่าว จึงเป็นการซุกซ่อนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงร่วมกันตรวจยึดยาบ้า, เงินสด, รถยนต์ ทั้ง 2 คันดังกล่าว ไว้เป็นของกลาง และได้กล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 4 ว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายและฟอกเงิน
5.4 ในการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้แจ้งสิทธิตามกฎหมาย ให้ผู้ต้องทั้ง 4 ทราบแล้วดังนี้
1. สิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
2. สิทธิพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ
3. สิทธิจะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจให้ทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกหากไม่เป็นการขัดขวางแห่งการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับ หรือทำให้ไม่เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลอื่นบุคคลใด
5.5 และแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ มาตรา 100/2 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้ทราบว่า หากผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้
6. ผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้ทราบสิทธิและข้อกล่าวหาข้างต้นแล้ว ต่างให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหาและได้สมัครใจให้ข้อมูลที่สำคัญและอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พรบ ยาเสพติดให้โทษ มาตรา 100/2 โดยให้การสอดคล้องต้องกันว่า
6.1 เมื่อวันที่ ............. นายคิง ได้ว่าจ้างให้ผู้ต้องหาที่ 1 ให้ไปขนเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดของนายคิง จากนางเปี๊ยก ผู้ซื้อที่บ้าน........ อำเภอ....... แล้วให้นำเงินไปส่งกับผู้มารับในตัวเมืองจังหวัด............. โดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 7 หมื่นบาท หลังจากเสร็จงาน
6.2 ก่อนหน้านี้ ผู้ต้องหาที่ 1 เคยรับจ้างขนเงินจากการค้ายาเสพติดให้นายคิงมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยนายคิงได้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ของผู้นำเงินมามอบให้กับผู้ต้องหาที่ 1 ไว้ สำหรับการติดต่อกัน (เป็นเบอร์โทรศัพท์หมายเลข 089-xxxxxxx) ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 ได้บันทึกไว้ในเครื่องโทรศัพท์ว่า "นกน้อย" ต่อมา ผู้ต้องหาที่ 1 ได้โทรศัพท์ติดต่อกับ "นกน้อย" ตามหมายเลขข้างต้น ซึ่งนัดหมายให้มารับเงินที่บ้าน.......... อำเภอ............ ในวันที่...............2555 โดยผู้ต้องหาที่ 1 ได้ชักชวนผู้ต้องที่ 2, 3 และ 4 มาด้วย โดยจะแบ่งค่าจ้างให้ และได้ตกลง เอาเงินซุกซ่อนไว้ในช่องลับของรถยนต์ผู้ต้องหาที่ 1 เพื่อนำส่งให้กับพวกของนายคิง ในเขตจังหวัด.......... และให้ผู้ต้องหาที่ 3 ขับรถยนต์นำและสำรวจเส้นทาง
6.3 ต่อมาเมื่อถึงกำหนดนัด ผู้ต้องหาที่ 1, 2, 3 และ 4 เดินทางมารับเงิน และได้โทรศัพท์มาติดต่อกับผู้ที่นายคิงมอบหมายเลขโทรศัพท์ให้ (นกน้อย) โดยนัดให้มารับเวลา 02.00 น. ของวันที่.................2555 ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 และพวก จึงพากันเปิดห้องพักที่เกสต์เฮ้าส์ชื่อ เวลคัม เพื่อรอเวลานัดหมาย จนกระทั่งเวลา 01.00 น. ของวันดังกล่าว ผู้ต้องหาทั้ง 4 จึงออกจากเกสต์เฮ้าส์ชื่อ เวลคัม ไปที่จุดนัดหมาย ได้มีชาย 2 คน ซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน ขับรถจักรยานยนต์มารอ และพาไปในซอยซึ่งมีหญ้ารกทึก แล้วรับเงินสดที่บรรจุไว้ ในกระสอบปุ๋ย มาไว้ที่รถยนต์ของผู้ต้องหาที่ 1
6.4 ในเวลาดังกล่าว ผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้ขอเงินจากชายดังกล่าวเป็นค่าแรงอีกส่วนหนึ่ง อ้างว่า เป็นค่าเสี่ยงและค่าเสียเวลา ที่จ่ายเงินล่าช้า ชาย 2 คนดังกล่าว บอกว่าไม่มีเงิน แต่ได้มอบยาบ้าให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนไว้ จำนวน 2 ถุงครึ่ง เพื่อนำมาขายแบ่งเป็นค่าเสียเวลา และจำเลยที่ 1 เป็นคนรับไว้
6.5 ภายหลังชาย 2 คนดังกล่าว ได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปแล้ว ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ได้ตกลงกันนำยาบ้าดังกล่าวใส่ในซองจดหมาย แล้วนำซ่อนไว้ใต้ฝาครอบเหล็กยึดฐานเบาะคนขับ ของผู้ต้องหาที่ 1
6.6 ต่อมาผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้พากันขับรถเดินทางกลับ เพื่อนำเงินที่ซุกซ่อนไว้ไปส่งมอบให้แก่คนของนายคิง ที่อำเภอ........... จังหวัด............ ต่อไป แต่ปรากฏว่า ขณะเดินทางถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ได้มีพนักงานตำรวจชุดจับกุม เรียกตรวจค้น และตรวจพบยาเสพติดและเงินสด รวมทั้งของกลางอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้น จึงถูกจับกุมดำเนินคดี ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 4 จะได้ให้ข้อมูลและรายละเอียดของนายคิง นางเปี๊ยก นกน้อย และบุคคลอื่นข้างต้น รวมทั้งให้ความร่วมมือในการขยายผลพยานบุคคลทั้ง 3 และบุคคลอื่นที่มีส่วนในการกระทำผิดกฎหมายต่อไป
6.7 เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนขยายผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว พ.ต....... จึงใช้อำนาจพนักงาน ป.ป.ส. ควบคุมตัวผู้ต้องหากำหนดไม่เกิน 3 วัน เพื่อทำการสอบสวนขยายผลก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนต่อไป
6.8 อนึ่ง ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าพนักงานตำรวจที่ทำการจับกุม มิได้ทำให้ทรัพย์สินของผู้ใดเสียหาย สูญหาย หรือเสื่อมค่าแต่ประการใด และมิได้ทำให้ผู้ใดได้รับอันตรายแก่กายหรือเจ็บใจแต่อย่างใด กับมิได้บังคับขู่เข็ญ หรือให้สัญญาด้วยประการใดๆ หรือมิได้เรียกรับหรือเรียกร้องหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อันใดมาเป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือของบุคคลอื่นแต่อย่างใด และได้กระทำการทั้งหลายไปตามอำนาจหน้าที่ จึงได้อ่านบันทึกการจับกุมให้ผู้ถูกจับจนเข้าใจดีตลอดแล้ว รับว่าถูกต้อง และได้มอบสำเนาบันทึกการจับกุมให้ผู้ถูกจับรับไว้แล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน
B. จากคำฟ้อง มีข้อเท็จจริงดังนี้
เมื่อวันที่.......... เวลาประมาณ........น. จำเลยทั้งสี่ได้บังอาจร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งเป็นเกลือของเมทแอมเฟตามีน และเป็นอนุพันธ์แอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อนำไปจำหน่ายแก่ลูกค้า และยึดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ คันแรก หมายเลขทะเบียน........... และธนบัตรจำนวน 5,010,000 บาท เป็นของกลาง
ชั้นสอบสวน จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
ยาเสพติดให้โทษของกลางเหลือจากการตรวจพิสูจน์ รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ส่วนรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า วีโก้ คันที่ 2 และธนบัตรของกลาง แจ้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตรวจสอบทรัพย์สิน ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๗ แล้ว
ระหว่างสอบสวน จำเลยทั้งสี่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันถูกจับตลอดมา ขณะนี้ต้องขังอยู่ตามหมายขังของศาลนี้ ในคดีหมายเลขดำที่........... ขอศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งสี่มาทำการพิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย
ข้อ ๓. จำเลยที่ ๓ เป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่........... ของศาลจังหวัด...อื่น... ขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ขอศาลได้นับโทษจำคุกจำเลยที่ ๓ ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย
อนึ่ง หากจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้าน เนื่องจากเกรงว่าจำเลยทั้งสี่จะหลบหนี
คำขอท้ายคำฟ้องอาญา
การที่จำเลยทั้งสี่ได้กระทำตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องนั้น ข้าพเจ้าถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราดังนี้คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๘ มาตรา 4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕ มาตรา 3, 8, 19 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ.๒๕๓๙) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ข้อ ๒. และบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ.๒๕๓๙) ดังกล่าว ชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท ๓ ลำดับที่ ๒๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83
ขอศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามกฎหมาย และขอศาลได้สั่ง ริบยาเสพติดให้โทษที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า หมายเลขทะเบียน.......... ของกลาง และนับโทษจำคุกจำเลยที่ ๓ ในคดีอาญานี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ..................... ของศาลจังหวัด...............
C. ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
จากบันทึกการจับกุม พฤติการณ์แห่งคดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่.....ก่อนหน้านี้........ ตำรวจสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ได้ร่วมกันจับกุม นายเม็ดทราย ซึ่งอยู่บ้านใกล้เคียงกับจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 200 เม็ด เงินสดอีก 280,000 บาท และของกลางอื่นๆ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.อ......จังหวัด..... โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท (หรือ ยาบ้า) ไว้ในครอบครองหรือจำหน่ายโดยผิดกฎหมายและฟอกเงิน โดยนายเม็ดทราย อยู่ในกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดของนายคิง และในคดีดังกล่าว มีพยานหลักฐานว่า นายคิง ได้กระทำผิดในคดีดังกล่าว ซึ่งในคดีดังกล่าว ศาลจังหวัด........ ได้ออกหมายจับนายคิง ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนและอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี
ต่อมา ผู้ใหญ่ใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรักษาการณ์ ผบช. ปส. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด กลุ่มของนายคิง มีการเคลื่อนไหว ลำเลียงยาเสพติดประเภทยาบ้า จากพื้นที่ของนายคิง จะนำไปส่งลูกค้า ในเขตพื้นที่อำเภอ อ. และอำเภอ ต. จังหวัด.......... โดยใช้รถยนต์กระบะเป็นพาหนะจำนวน 2 คัน ยี่ห้อ โตโยต้า วีโก้ สี........... คันแรกทะเบียน............ คันที่ 2 ทะเบียน........... ผู้ใหญ่จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดร่วมกันออกสืบสวนจับกุม กลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว ในวันเดียวกันนั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วางกำลังเพื่อสังเกตุความเคลื่อนไหวตามเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดจะลำเลียงผ่านไปยังพื้นที่ อำเภอ อ. และ อำเภอ ต. จังหวัด............ เมื่อตำรวจชุดจับกุม พบรถยนต์ 2 คัน จึงสะกดรอยติดตามดูพฤติการณ์รถยนต์ทั้งสองคัน เนื่องจากน่าเชื่อว่ารถยนต์ทั้งสองคันอาจซุกซ่อนเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดมาด้วย หรืออาจมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ เพื่อจะได้ทำการตรวจค้นจับกุมต่อไป ต่อมารถทั้งสองคันได้แล่นเข้าไปยัง เกสต์เฮ้าส์เวลคัม จึงเฝ้าสังเกต ปรากฏว่ามีผู้ที่นั่งมาในรถยนต์รวม ๔ คน เข้าไปเปิดห้องพัก ๑ ห้อง คือ ห้องเลขที่ ๑๕ กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า กลุ่มขบวนการดังกล่าว น่าจะรอรับเงินค่ายาเสพติดจากฝ่ายผู้ซื้อ จึงต้องไปเปิดห้องที่เกสต์เฮ้าส์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแอบซุ่มเฝ้าสังเกตการณ์ไว้
สรุป ทนายน้อยให้ความเห็นว่า
1. ตำรวจรู้เรื่องนี้จากสายลับ
2. คดีนี้ มีตำรวจปราบปรามยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึง บช.ปส. --
3 อัยการชำนาญคดี บางท่าน เคยบอกผมทนายน้อย ว่า ลักษณะการถูกจับแบบนี้ ยากมากในการต่อสู้คดี
D. ทนายเอก ขัตติยะ นวลอนงค์ น.บ.ท.62 ตั้งข้อสังเกตว่า
1. ในบันทึกการจับกุม จำเลยทั้งสี่ รับสารภาพชั้นจับกุม และสมัครใจให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยให้การสอดคล้องต้องกัน เรื่องผู้จ้างวานและผู้นำเงินมามอบ
2. แต่ปรากฏจากคำฟ้องว่า จำเลยปฏิเสธในชั้นสอบสวน และขอต่อสู้คดีในชั้นศาล
3. เรื่องนี้ทนายจึงต้องแสวงหาข้อเท็จจริง จากจำเลยและญาติ รวมทั้ง สภาพแวดล้อมของคดีเพิ่มเติม
4. ที่สำคัญตามมาตรา 100/2 ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ ที่กฎหมายกำหนด ต้องปรากฎแก่ศาลว่า ผู้กระทำผิดให้ข้อมูล ที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำผิด
หมายเหตุ : พี่ตุ๊กตา และ 7 ทนาย ThaiLawConsult ขอแนะนำว่า ถ้าท่านผู้อ่านสนใจมาตรา 100/2 โปรดศึกษาเพิ่มเติมจากหัวข้อ "ถูกเรื่องคดีอาญา ปรึกษา 7 ทนาย" เรื่องที่ 7: ลดโทษ ลงโทษสถานเบา ในคดียาเสพติด ตาม มาตรา 100/2 ต้องทำอย่างไร
E. ทนายสมบัติ บุญสุทัศน์ น.บ.ท.63 ให้ความเห็นว่า
1. ผมสงสัยว่า ทำไมชั้นจับกุมรับสารภาพ แล้วมาปฏิเสธชั้นสอบสวน
2. แม้ปัญหาคำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นบทตัดพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด โดยห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แม้เจ้าพนักงานได้แจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับให้ทราบถึงสิทธิของเขา จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และแม้คำรับสารภาพจะเป็นการให้การโดยสมัครใจเพียงใดก็ตาม ศาลก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้
3. ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิ
4. ทั้งนี้ ผมอยากให้นำ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย และ 83 วรรค 2 มาลงประกอบให้ผู้อ่านได้ศึกษาด้วย
มาตรา 84 วรรคท้าย ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความ ผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อ ได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตาม มาตรา 83 วรรค 2 แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี
มาตรา 83 วรรค 2 ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือ ผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้ โดยสะดวกและไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับ หรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย
5. ผม ทนายสมบัติ ขอให้ข้อสังเกตในการต่อสู้คดีดังนี้
5.1 ตอนจับกุม รับสารภาพ, ตอนสอบสวน ปฏิเสธ, ตอนขึ้นศาลหรือตอนพิจารณาคดี ปฏิเสธ ถ้าศาลเห็นว่า จำเลยผิดจริง ศาลจะลดโทษให้ 1 ใน 3 ส่วน
5.2 ตอนจับกุม ปฏิเสธ, ตอนสอบสวน ปฏิเสธ, ตอนขึ้นศาลหรือตอนพิจารณาคดี ปฏิเสธ ถ้าศาลเห็นว่า จำเลยผิดจริง ศาลจะลงโทษเต็ม ไม่ลด ไม่รอลงอาญา
5.3 ตอนถูกจับกุม ปฏิเสธ, ตอนสอบสวน ปฏิเสธ, ตอนขึ้นศาลหรือตอนพิจารณาคดี รับสารภาพ ศาลจะลงโทษแค่ 1 ใน 2 ส่วน
5.4 จาก 5.3 ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดียาเสพติด ตอนจับกุมให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในการปราบปรามการกระทำความผิด ตามมาตรา 100/2 ศาลจะกำหนดโทษต่ำเพียงใดก็ได้ (จึงติดคุกน้อยลงจาก 5.3 อีกเยอะ)
5.5 ผมแนะนำว่า ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยคดียาเสพติด มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้กระทำความผิด ควรจะปฏิเสธทุกชั้น ตั้งแต่ถูกจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นศาล โดยยึดมั่นในข้อเท็จจริง ตามที่ได้ให้การไว้ทุกชั้น จะมีประโยชน์อย่างมากในการต่อสู้คดี ของทนายความ
5.6 ตาม 5.5 การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน เพื่อตัดสินคดีของศาล น่าจะมีประโยชน์ต่อจำเลยมากกว่า เพราะจำเลยยืนยันข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกัน ตาม ป.วิ.อ. 227
F. ทนายอาวุโส ให้ความเห็นดังนี้
1. คดีนี้น่าสนใจมาก ผู้ต้องหาทั้งสี่ ต้องตัดสินใจอย่างฉลาด (smart thinking) ว่าจะสู้คดี หรือจะรับสารภาพ เพราะมีผลได้เสีย แตกต่างกัน ตามที่ทนายสมบัติกล่าวถึงในข้อ 5.1 - 5.6
1.2 พนักงานอัยการ โจทก์ แยกคดีเป็น 2 สำนวน
1.2.1 สำนวนคดีแรก เป็นคำฟ้องตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ขอศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามกฎหมาย และขอศาลได้สั่ง ริบยาเสพติดให้โทษที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถยนต์กระบะคันแรก ยี่ห้อ โตโยต้า หมายเลขทะเบียน.......... ของกลาง และนับโทษจำคุกจำเลยที่ ๓ ในคดีอาญานี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ..................... ของศาลจังหวัด...............
1.2.2 ส่วนสำนวนคดีหลัง พนักงานอัยการ โจทก์ จะยื่นเป็นคำร้อง ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 27 ขอให้ศาลริบเงินจำนวน 5,010,000 บาท และรถยนต์กระบะคันที่ 2 ยี่ห้อ โตโยต้า วีโก้ หมายเลขทะเบียน...................แม้ยังไม่ได้ยื่นคำร้องในวันนี้ แต่ยื่นแน่นอน ที่ยังไม่ยื่นคำร้องให้ยึด อาจเป็นเพราะคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ตามมาตรา 22 ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ
มาตรา 27 เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง และทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น โดยจะยื่นไปพร้อมกับฟ้องหรือจะยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้
เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว ให้เลขาธิการประกาศ
เพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุด และถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้
ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อใช้สิทธิดังกล่าวด้วย
ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วปรากฏว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มขึ้นอีก ก็ให้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้นในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดได้ และให้นำความในวรรคสอง
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
1.3 ทนายความของ จำเลยและญาติซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ต้องเตรียมยื่นคำร้องขอคืนก่อนคดีถึงที่สุด ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ มาตรา 29
มาตรา 29 บรรดาทรัพย์สินซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาล
ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่งนั้น ให้ศาลไต่สวน หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น
เว้นแต่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ยื่นคำร้องขอคืนก่อนคดีถึงที่สุด และแสดงให้ศาลเห็นว่า
(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือ
(2) ตนเป็นผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ และได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณ
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ถ้าปรากฏหลักฐานว่าจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
2. คดีนี้ มีทั้งคดียาเสพติด และคดีฟอกเงิน เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงอยากให้ทนายความ ญาติของจำเลย และท่านผู้อ่านได้ศึกษาเพิ่มเติมบทความที่ทีมทนาย ThaiLawConsult นำเสนอไปแล้ว ดังนี้ 3. จากข้อเท็จจริง ถ้าจำเลยที่ 1 รับสารภาพ หรือถ้าศาลลงโทษว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริงตามฟ้อง เงินของกลางในคดีนี้ จำนวน 5,010,000 บาท จะถูกริบเข้าหลวง (ส่วนหนึ่งแบ่งให้เจ้าหน้าที่) 4. จากข้อเท็จจริง ถ้าศาลยกฟ้อง และคดีถึงที่สุด ตามมาตรา 32 เป็นผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ตามมาตรา 27 และ 29 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามยาเสพติดฯ สำหรับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง (ฎีกาที่ 645/2550) ในทางปฏิบัติ ศาลต้องรอผลคดีหลักว่าเป็นอย่างไร |
5. ทนายความต้องตรวจสอบว่า คดีนี้ กรณีรถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาจมีคำขอให้ริบทรัพย์สิน ซึ่งสามารถขอคืนทรัพย์สิน ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33, 34 , 36 ซึ่งตัวบทมีดังนี้
มาตรา 32 ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้ เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด และ มีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
มาตรา 33 ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตาม กฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้อีกด้วยคือ
(1) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ
(2) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด
เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจ ด้วยในการกระทำความผิด
มาตรา 34 บรรดาทรัพย์สิน
(1) ซึ่งได้ให้ตามความใน มาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 149 มาตรา 150 มาตรา 167 มาตรา 201 หรือ มาตรา 202 หรือ
(2) ซึ่งได้ให้เพื่อจูง ใจบุคคลให้กระทำความผิด หรือเพื่อเป็นรางวัล ในการที่บุคคลได้กระทำความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น เว้นแต่ทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็น ใจด้วยในการกระทำความผิด
มาตรา 36 ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตาม มาตรา 33 หรือ มาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของ แท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำ ความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ใน ความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของแท้จริงนั้น จะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด
6. ก่อนวางแผน หรือต่อสู้คดีนี้ ขอย้ำว่า ทนายความของจำเลยและญาติ ควรศึกษาฎีกา 6602/2550 ซึ่ง 7 ทนาย Thai Law Consult ได้นำมาลงไว้ในเรื่องที่ 17-1 แล้ว
G. ล่าสุด คดีนี้มีข้อเท็จจริงที่ญาติของผู้ต้องหาหรือจำเลยทั้ง 4 ส่งอีเมล์มาเพิ่มเติมดังนี้
1. ตอนถูกจับกุม ไม่มียาเสพติดและอาวุธปืนอยู่ในรถ มีเพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ 6 เครื่อง และรถกระบะ โตโยต้า วีโก้ 2 คัน
2. มีเงินอยู่ในรถ จำนวน 5,010,000 บาท จริงๆ แต่จำเลยเตรียมไปจ่ายค่าไม้สักนำเข้าจากชายแดนพม่า
3. ตอนถูกจับกุม รถยนต์คันแรก จำเลยที่ 1 และ 2 ไม่ได้ต่อสู้ขัดขวาง และเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้กระทำการใดที่รุนแรง (พื้นที่ตลาดในเขตชุมชน ที่มีคนอยู่หนาแน่น)
4. ตำรวจชุดจับกุม ใส่กุญแจมือจำเลยที่ 1 และ 2 หลังจากให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกจำเลยที่ 3 และ 4 ซึ่งขับรถคันที่ 2 วิ่งนำหน้าไปแล้ว ให้ย้อนกลับมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และ 2 อ้างว่า รถยางแตก
5. ตำรวจชุดจับกุม นำตัวผู้ต้องหาทั้งสี่คนไปควบคุมไว้ที่เซฟเฮ้าส์ (ตามความคิดของผู้ต้องหา) เป็นเวลา 2 วัน ก่อนทำบันทึกการจับกุม และนำส่งพนักงานสอบสวน ช่วงที่อยู่ในเซฟเฮ้าส์ ถูกซ้อม และใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าจี้ตามร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ จำเลยทั้งสี่ทนไม่ได้ จึงรับสารภาพ และมาปฏิเสธชั้นสอบสวน ระหว่างสอบสวน จำเลยทั้งสี่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันถูกจับตลอดมา ขณะนี้ยังต้องขังอยู่
H. การขอประกันตัว
1. ญาติของจำเลยทั้งสี่ เล่ามาในอีเมล์ว่า ทนายความท่านหนึ่งอ้างว่า สามารถดำเนินการให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวได้แน่นอน 100% โดยขอค่าใช้จ่ายครั้งละ 1 แสนบาท และได้ยื่นเรื่องขอประกันตัวไปแล้ว 2 ครั้ง (คาดว่ารวมทั้งอุทธรณ์คำสั่งด้วย) รวมเป็นเงินที่จ่ายให้ทนายความท่านนั้นไปแล้ว 3 แสนบาท แต่ล้มเหลวทุกครั้ง (ถ้าทนายความบอกเล่าความจริงว่า มีโอกาสประกันตัวน้อยมาก แต่ต้องลองเสี่ยงดู และขอค่าใช้จ่ายครั้งละ 1 แสนบาท ก็จะรู้สึกดีกับทนายมากกว่านี้) ตอนนี้ รู้สึกแย่มากที่ได้พบทนาย "ขี้โม้" แบบนี้ ไม่ได้กล่าวหาว่าทนายขี้โกงหรือขี้งกนะ แต่อยากได้ทนายที่พูดจริง ไม่หลอกให้จำเลยและญาติมีความหวัง แต่ในที่สุดก็ผิดหวัง
2. - สำหรับการประกันตัวคดีนี้ ทนายสมปราถน์ ฮั่นเจริญ ทนายอาวุโส และ ทนายพันศักดิ์ พัวพันธ์ น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า คดีนี้ ยาบ้ามีปริมาณมากถึง 500 เม็ด แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว เมื่อดูตามคำฟ้อง พนักงานอัยการโจทก์ หมายเหตุไว้ในคำฟ้องว่า "อนึ่ง หากจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้าน เนื่องจากเกรงว่า จำเลยทั้งสี่จะหลบหนี"
- คดีนี้ มี สายลับ และป.ป.ส. เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจับกุม ขบวนการค้ายาบ้า ด้วย
3. ทนายโจ้ ธนากร พรหมพันธ์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ความเห็นว่า ถ้าปริมาณยาบ้าเกิน 150 เม็ด แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จำเลยจะได้รับประกันตัว แม้หลักทรัพย์ที่ขอประกันตัวจะมากกว่า 2 ล้านบาทก็ตาม
J. ถูกจับยาบ้า 500 เม็ด ศาลลงโทษเต็มที่อย่างไร (ดูข้อเท็จจริงจากปริมาณสารบริสุทธิ์ตามคำฟ้องด้วยนะคะ) อัตราโทษ ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ หรือ มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 1. ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ ตั้งแต่ปริมาณตามมาตรา 15 วรรค 3 แต่ไม่เกิน 20 กรัม มาตรา 15 วรรค 3 (1) หรือ (2) หรือ (3) , 66 วรรค 2 จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 4 แสน ถึง 5 ล้าน 2. ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ เกิน 20 กรัม มาตรา 15 วรรค 3 (1) หรือ (2) หรือ (3) , 66 วรรค 3 จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 5 ล้านบาท หรือประหารชีวิต |
3. พี่ตุ๊กตา ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า ในคำฟ้องมีสารบริสุทธิ์เท่าใด จึงสันนิษฐานจากคำบอกเล่าว่ามีสารบริสุทธิ์ปริมาณ 5 กรัม อัตราโทษจึงเป็นไปตามข้อ 9.1 คือ จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 4 แสนบาท ถึง 5 ล้านบาท
ทนายโจ้ ให้ความเห็นว่า ศาลน่าจะลงโทษเต็มที่ราว 14 ปี ถ้าสารภาพจะลดโทษเหลือ 7 ปี
ทนายพันศักดิ์ พัวพันธ์ เห็นว่า ศาลน่าจะลงโทษเต็มที่ราว 10 ปี ถ้าสารภาพจะลดโทษเหลือ 5 ปี
K. เนื่องจาก 7 ทนาย ThaiLawConsult ไม่ได้เป็นทนายในคดีนี้ ข้อเท็จจริงอีกมาก เราจึงไม่รู้ แต่เพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายของประชาชน
ขอสรุปข้อเท็จจริงดังนี้
1. ในหมู่บ้านของจำเลยทั้งสี่ มีบุคคลบางกลุ่มเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด
2. ในจำเลยทั้งสี่ มีเพียงจำเลยที่ 3 ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด แต่คดียังไม่ถึงที่สุด
3. ครอบครัวของจำเลยที่ 1 มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีอาชีพค้าขาย
4. วันถูกจับ มีเงินอยู่ในรถมากกว่าจำนวนธนบัตรของกลาง (อาจมีเงินสดบางส่วนหายไป)
5. วันที่ถูกจับ มีเงินอยู่ในรถหลังเบาะนั่งคนขับ ไม่ได้ซุกซ่อนอยู่ในช่องลับใดๆ หรือในแม็กไลเนอร์เลย
6. วันถูกจับ ไม่มียาบ้าอยู่ในรถแม้แต่เม็ดเดียว
7. วันถูกจับ และถูกควบคุมตัวในเซฟเฮ้าส์ จำเลยถูกซ้อม เอาไฟช็อตตามร่างกาย อดนอน หิวน้ำและอาหาร ที่สำคัญกลัวจะถูกยิงทิ้ง จึงรับสารภาพ เมื่ออยู่ในมือพนักงานสอบสวน จำเลยปฏิเสธทันทีทันใด เพราะมีญาติหรือคนที่ไว้วางใจอยู่ใกล้ ซึ่งจำเลยอยู่ในภาวะที่ปลอดภัยแล้ว
8. มีการแถลงข่าวตอนจับกุม (ทนายความมักจะถามค้านว่า การจับผู้ต้องหารายใหญ่ได้ พร้อมของกลางเป็นเงิน หรือ ยาบ้า ทำให้ชุดจับกุม ผู้บังคับบัญชา รัฐบาล มีผลงาน)
L. การต่อสู้คดี ถ้าชนะ จำเลยทั้งสี่จะได้รับอะไร |
1. ศาลยกฟ้อง
2. ศาลสั่งคืนของกลาง - เงินสด , รถยนต์ , โทรศัพทเคลื่อนที่
M. ถ้าแพ้คดี จำเลยทั้งสี่จะถูกลงโทษอย่างไร |
1. ติดคุกประมาณ 10 ปี (อย่าลืมว่า จำเลยรับสารภาพชั้นจับกุม ได้ลดมาตราส่วนโทษ 1 ใน 3 ส่วน และการให้ข้อมูลสำคัญเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตามมาตรา 100/2 ถ้าเป็นจริงจะช่วยจำเลยได้มาก)
2. ทรัพย์สินในคดีนี้ถูกริบ
3. ทรัพย์สินอื่นที่มี และเปิดเผยเพื่อสู้คดีในศาล ว่าตนเองมีฐานะร่ำรวย จึงมีเงินสดจำนวนมากในรถกระบะ เมื่อแพ้คดี ทรัพย์สินที่เปิดเผยมา อาจมีปัญหาถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ให้มีคำสั่งยึดและอายัดไว้ชั่วคราว ซึ่งผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ช่วยดูรายละเอียดในหัวข้อ 6.2 ข้างต้น เพื่อความรอบคอบ ในการวางแผนคดี)
N. คดีนี้ ทนายความจะต่อสู้คดีอย่างไร และมีทางชนะคดีหรือไม่
1. ถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้อมูลที่ได้รับทางอีเมล์ ทนายความที่เตรียมตัวดี และทำงานเป็นทีม มีประสบการณ์ในการทำงาน จะช่วยเหลือจำเลยทั้งสี่ได้มาก
2. เนื่องจากทีมทนาย ThaiLawConsult ไม่ได้เป็นทนายในคดีนี้ เราจึงสงสัยอย่างยิ่งว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นจริงคืออะไร จะเป็นไปตาม บันทึกการจับกุม ของชุดจับกุม หรือ เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ญาติของจำเลยส่งอีเมล์มาให้
3. ในบันทึกการจับกุม ก็มีจุดอ่อนอยู่มาก เพราะมีข้อความขัดแย้งกันเองว่า จำเลยทั้งสี่ รับจ้างไปขนเงิน หรือเอายาบ้าไปส่งแล้วรับเงินไปส่งผู้ว่าจ้างหรือเจ้าของยาบ้า
4. ปริมาณยาบ้าที่จับกุมได้ ก็มีการแก้ไข ทำให้เห็นพิรุธ (เป็นช่องทางให้ทนายจำเลยถามค้านชุดจับกุมได้ง่าย)
5. แปลกอยู่มาก ที่ในรถใต้ฝาครอบเหล็กยึดฐานเบาะนั่งคนขับ จะสามารถซุกซ่อนยาบ้าได้ถึง 500 เม็ด
6. แปลกอยู่มาก ที่ธนบัตร จำนวนมาก จะซุกซ่อนอยู่ใต้แม็กไลเนอร์ กับพื้นกระบะ (ในขณะที่ตำรวจชุดจับกุม ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ตลอด)
O. จำเลยทั้งสี่ มีโอกาสแพ้คดี ถ้าอธิบายเรื่องราวต่อไปนี้ไม่ได้
1. ทำไมมีธนบัตรจำนวนมากในรถ และน่าสงสัยมากขึ้นว่าทำไมถึงมี ธนบัตรใบละ 20 และ 50 จำนวนมาก (ถ้าต้องถือเงินสดจำนวนมาก ทำไมไม่เบิกจากธนาคารในรูปของธนบัตรใบละ 1,000 บาท หรือ 500 บาท เท่านั้น)
2. ถ้าต้องซื้อขายไม้สัก ตามแนวชายแดน ทำไมไม่โอนเงินผ่านระบบธนาคาร ไปยังสาขาใกล้ๆ (บางคนบอกว่า ธนาคารให้เบิกเงินต่างสาขา ครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาท แล้วแต่ธนาคาร)
3. ทำไมต้องพาจำเลยที่ 3 ซึ่งขับรถคันที่ 2 และมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดไปด้วย
P. จากข้อเท็จจริงที่ได้รับ 7 ทนาย ThaiLawConsult มีข้อสงสัยและต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมว่า ในยุคสมัยนี้ ปี พ.ศ. 2555 ไม่น่าจะมีการซ้อมผู้ต้องหา ไม่น่าจะมีการเอาเครื่องช๊อตไฟฟ้าจี้ตามร่างกายอีกแล้ว ข้อมูลที่เราได้รับจึงน่าจะมีข้อเท็จจริงผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างของผู้กระทำความผิดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด
Q. ทีมทนาย ThaiLawConsult เรียบเรียงบทความนี้ขึ้น เพื่อเผยแพร่ความรู้กฎหมายสู่ประชาชน เป้าหมายเพื่อให้ทุกคนตระหนักว่า ไม่ควรเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะจะนำผลร้ายมาสู่ตัวเองและครอบครัวให้มีความทุกข์อย่างคาดไม่ถึง ทีมงานไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทหรือชี้ช่องให้ผู้กระทำผิดหลบเลี่ยงกฎหมาย ขณะเดียวกัน เราเป็นนักกฎหมาย เราจึงนิยมชมชอบวิธีการที่ถูกกฎหมาย
R. การเตรียมคดีริบทรัพย์สิน - ทีมทนาย ThaiLawConsult ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านที่สนใจ ศึกษาฎีกาการริบทรัพย์สิน จากหัวข้อ ยกหูถึงพี่ตุ๊กตา
เรื่องที่ 39 : ฎีกาน่าสนใจ ร้องขอให้ริบรถยนต์ ของกลาง ตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ
เรื่องที่ 40 : ฎีกาน่าสนใจ ร้องขอให้ริบธนบัตร ตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ
S. ฎีกาคดีฟอกเงินที่น่าสนใจ และใกล้เคียงกับเรื่องนี้ คือ ฎีกาที่ 6602/2550 หรือ ฎีกา Toyota Camry พี่ตุ๊กตาขอนำฉบับเต็มมาลงไว้ในเรื่องที่ 17-1 ค่ะ
T. ลืมประเด็นสำคัญไปแล้วค่ะ !!!!! พี่ตุ๊กตา ขอฟันธงว่า การซุกซ่อนเงินใต้ลำโพงในรถกระบะ และใต้แม็กไลเนอร์ ไม่เป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาของเงินจำนวนนี้ในลักษณะที่เป็นการฟอกเงิน กล่าวคือ ทำให้เงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว แปรสภาพเป็นเงินที่ได้มาโดยเสมือนหนึ่งถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยดังกล่าว ไม่เป็นความผิดฐานฟอกเงิน
ทั้งนี้ตามฎีกาที่ 2770/2550 ตามมาตรา 5 (2) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ บัญญัติว่า “การกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” ในข้อนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำนวนเงิน 710,000 บาท ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่าเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 และตรวจค้นพบเงินจำนวนดังกล่าวบรรจุอยู่ในกล่องสุราที่จำเลยที่ 1 ถืออยู่ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาของเงินจำนวนนี้ในลักษณะที่เป็นการฟอกเงิน กล่าวคือ ทำให้เงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแปรสภาพเป็นเงินที่ได้มาโดยเสมือนหนึ่งถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง (อ่านฎีกา 2770/2550 ฉบับเต็มในเรื่องที่ 17-1 นะคะ)
ดังนั้น แม้พนักงานอัยการ โจทก์ จะฟ้องว่า การนำเงินจำนวน 5,010,000 บาท ซึ่งได้มาจากการจำหน่ายยาบ้า ไปซุกซ่อนในรถกระบะ เป็นการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5(2) แล้ว จำเลยก็ต่อสู้ได้ว่า ไม่มีความผิด
U. ถ้าประชาชนท่านใด มีปัญหาทำนองนี้ อย่าเป็นทุกข์อยู่คนเดียว อยากหาทนายช่วยปรึกษา ช่วยแนะนำทางออกของคดี ทีมทนาย Thai Law Consult ยินดีให้คำปรึกษา ส่งอีเมล์หรือโทรศัพท์มานะคะ numaphon@gmail.com โทร. 098-915-0963








